กัมพูชาไฟเขียวใบอนุญาตตั้ง 'บริษัทรับซื้อหนี้เสีย' หลังปัญหาชายแดนไทย-ภาษีทรัมป์ ทำหนี้เน่า NPL ภาคการเงินพุ่งแตะ 10% ทะยานกว่า 1.5 แสนล้าน แถมกำลังถูกซ้ำจากสงครามอิหร่าน
สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา (National Bank of Cambodia หรือ NBC) อนุมัติการจัดตั้ง บริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset-Management Institutions: AMIs) ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่รับซื้อหรือรับโอนหนี้เสีย จากธนาคารพาณิชย์และบริษัทไมโครไฟแนนซ์ต่าง ๆ
การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในขณะที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญเริ่มแสดงความกังวล เกี่ยวกับอัตราส่วน “หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้” (NPL) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ ครอบคลุมไปทั่วทั้งภาคส่วนของการบริการทางการเงิน
หนี้เสีย NPL พุ่ง
สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียน+3 (AMRO) ระบุในรายงานประจำปี 2568 เกี่ยวกับกัมพูชาว่า คุณภาพสินทรัพย์มีการเสื่อมถอยลงอย่างมาก โดย NPL พุ่งสูงถึง 7.8% สำหรับภาคธนาคาร และแตะระดับ 10% สำหรับสถาบันการเงินรายย่อย
ตัวเลขดังกล่าวปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีอัตราหนี้เสียอยู่ที่ 6.2% ในภาคธนาคาร และ 7.4% ในกลุ่มสถาบันการเงินรายย่อย
เครดิตบูโรกัมพูชา (Credit Bureau of Cambodia) รายงานว่า ณ เดือนธ.ค. ปี 2568 ยอดสินเชื่อส่วนบุคคลทั้งหมดเฉลี่ยต่อรายอยู่ที่ประมาณ 6,500 ดอลลาร์ หรือประมาณ 230,000 บาท
ข้อมูลจากสมาคมสถาบันการงานรายย่อยของกัมพูชา สะท้อนภาพรวมที่ค่อนข้างน่ากังวล โดยสัดส่วนของผู้กู้ที่มีการค้างชำระเงินงวดตั้งแต่ 30 วันขึ้นไป หรือที่เรียกว่า PAR30 ได้พุ่งสูงขึ้นจาก 7.3% ในเดือนธ.ค. 2567 มาอยู่ที่ 9.6% เมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา
หากพิจารณารายสถาบันการเงินจะพบว่า ธนาคารสถาปนา (Sathapana) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการกู้ยืมรายใหญ่ที่สุด มีสัดส่วนหนี้ค้างชำระ PAR30 สูงถึง 14.6% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด
ขณะที่ ธนาคารอูรี (Woori Bank) ของกลุ่มทุนเกาหลีมีอัตราหนี้เสียอยู่ที่ 10.5% และสถาบันการเงินขนาดเล็ก LOLC Cambodiaรายงานตัวเลขหนี้เสียอยู่ที่ 12.3%
‘วิกฤติหนี้เสียเรื้อรัง’ ที่ยังไม่มีใครเข้ามาแก้
เมื่อเดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางกัมพูชาได้อนุมัติการออกใบอนุญาตให้แก่ สถาบันบริหารสินทรัพย์ (AMIs) เพื่อทำหน้าที่รับซื้อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือว่า NPL รวมถึงหลักทรัพย์ค้ำประกันที่เกี่ยวข้อง
บริษัทเหล่านี้จะต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 50 ล้านดอลลาร์ และถูกกำหนดให้ต้องดำเนินการเข้าซื้อหนี้เสียผ่านกระบวนการที่ "โปร่งใส และเป็นไปตามกลไกตลาด โดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยราคาที่ซื้อขายต้องเป็นไปตามข้อตกลงที่ความพึงพอใจร่วมกันของทุกฝ่าย
จากข้อมูลการศึกษาวิจัยของสำนักข่าว นิคเคอิ เอเชียระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการจัดตั้ง AMIs ขึ้นในประเทศกัมพูชาเลยแม้แต่แห่งเดียว
โครงการริเริ่มนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ภาคการธนาคารและสถาบันการเงินขนาดเล็กกำลังเผชิญกับระดับหนี้เสียที่พุ่งสูงขึ้น โดยเมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ออกมาเตือนถึงปัญหาหนี้ NPL และผลกำไรที่ลดน้อยลงในอุตสาหกรรมการเงิน
สตีเฟน ฮิกกินส์ จาก Mekong Strategic Capital ระบุว่า มีการพูดคุยกันมานานหลายปีแล้วเกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัทจัดการหนี้เสีย แต่ประเด็นสำคัญที่ยังเป็นคำถามใหญ่คือ "ใครจะเป็นผู้นำในเรื่องนี้" ระหว่างรัฐบาลหรือภาคเอกชน
ฮิกกินส์กล่าวว่า ความท้าทายหลักสำหรับ AMI ภาคเอกชนในกัมพูชา คือการต้องรับมือกับระบบศาลในกระบวนการจัดการหนี้เสีย
ก่อนหน้าที่หนี้เสีย NPL จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน ผู้ให้กู้ต้องใช้เวลาถึง 3 ปีกว่าจะสะสางหนี้เสียแต่ละรายได้สำเร็จ แต่เมื่อจำนวนหนี้เสียพุ่งสูงขึ้นแบบนี้ ระยะเวลาดังกล่าวอาจลากยาวไปถึง 5-7 ปี
"ผมยังไม่เห็นหนทางที่ AMI ภาคเอกชนจะประสบความสำเร็จได้ที่นี่ นอกเสียจากว่าจะมีการปฏิรูปกระบวนการทางกฎหมายในการจัดการหนี้เสียครั้งใหญ่" ฮิกกินส์กล่าวเสริม "อีกอย่างหนึ่ง เรากำลังพูดถึงมูลค่าหนี้มหาศาลถึงประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งยากที่จะเชื่อว่า AMI ของเอกชนรายใดจะสามารถเข้ามาจัดการหนี้ก้อนโตขนาดนั้นให้ลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ"
IMF ระบุในรายงานเมื่อเดือนธ.ค.ปีที่ผ่านมาว่า ธนาคารกลางกัมพูชาไม่ได้มีแผนที่รัฐจะเป็นผู้จัดตั้ง AMI เอง และจะไม่มีการสนับสนุนสภาพคล่องผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรที่ออกโดย AMI เหล่านั้นด้วย
ขณะที่กระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง รวมถึงธนาคารกลางกัมพูชา ยังไม่ได้ออกมาตอบรับต่อคำร้องขอความคิดเห็นที่มีการสอบถามไปหลายครั้ง
ค่าครองชีพพุ่ง ท่ามกลางสงคราม
ในช่วงปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจกัมพูชาต้องตกอยู่ภายใต้สภาวะตึงเครียดอย่างหนัก จากทั้ง “แรงกดดันด้านภาษี” ของสหรัฐอเมริกา ซ้ำเติมด้วย “ความขัดแย้งบริเวณชายแดนที่ปะทุขึ้นถึงสองครั้งกับประเทศไทย” ซึ่งกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การค้า รวมถึงยอดเงินโอนกลับประเทศจากแรงงานที่ทำงานในต่างแดน
ขณะที่ “สงครามในตะวันออกกลาง” ซึ่งทำให้ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง กำลังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพยิ่งกว่าเดิม เนื่องจากกัมพูเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมด โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันเบนซินได้ปรับตัวสูงขึ้นไปแล้วประมาณ 14%
สม โสเพียบ อดีตคนงานชาวสวนยาง เป็นหนึ่งในชาวกัมพูชาจำนวนมากที่กำลังดิ้นรนเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ ซึ่งมีหนี้เงินกู้ประมาณ 3,000 ดอลลาร์ หรือ ราว 1 แสนบาทกับธนาคารเอซีลีดา (Acleda Bank) หรือธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ที่สุดและเป็นธนาคารจดทะเบียนแห่งแรกของประเทศกัมพูชา
เธอเล่าว่า ได้รับการผ่อนผันไม่ต้องจ่ายหนี้เป็นเวลา 3 เดือนในช่วงที่มีความขัดแย้ง แต่ธนาคารกำหนดว่าเธอจะต้องเริ่มกลับมาจ่ายในเดือนนี้ ซึ่งตอนนี้เธอไม่มีรายได้เลยเพราะสูญเสียทั้งบ้านและที่ทำกิน และต้องอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย
"ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งชายแดน พวกเขาบอกให้ฉันจ่ายหนี้ ฉันบอกว่าไม่มีหรอก และตอนนี้บ้านฉันก็ถูกไทยยึดไปแล้ว แล้วฉันจะไปเอาเงินมาจากไหน?" เธอกล่าว
อ้างอิง Bloomberg





