วันพุธ ที่ 1 เมษายน 2569

Login
Login

‘ขาดแคลนน้ำมัน’ ใกล้เป็นจริง! อุปทานหาย 11 ล้านบาร์เรล ผ่อนคว่ำบาตรเอาไม่อยู่แล้ว

‘ขาดแคลนน้ำมัน’ ใกล้เป็นจริง! อุปทานหาย 11 ล้านบาร์เรล ผ่อนคว่ำบาตรเอาไม่อยู่แล้ว

โลกเสี่ยง ‘ขาดแคลนน้ำมัน’ อย่างไม่เคยมีมาก่อน แม้งัดทุกทางทั้งผ่อนคว่ำบาตรอิหร่าน-รัสเซีย ขนผ่านท่อซาอุฯ ปล่อยน้ำมันสำรอง ก็ยังคง ‘ขาดน้ำมันมหาศาลกว่า 11 ล้านบาร์เรล’ ขณะเดียวกัน LNG กลับเจ็บหนักกว่าน้ำมัน เพราะแทบไม่มีเส้นทางเบี่ยง และขนส่งยาก ทำให้วิกฤติครั้งนี้ยิ่งซับซ้อนและรุนแรงขึ้น

ผ่านไป “หนึ่งเดือนแล้ว” หลังสงครามอิหร่านปะทุขึ้น ภาวะ “ช็อกพลังงานครั้งใหญ่” กำลังค่อย ๆ แผ่แรงกระแทกจากตลาดน้ำมัน ไปสู่ตลาดก๊าซ ภาคขนส่ง อุตสาหกรรมการผลิต เงินเฟ้อ และท้ายที่สุดคือ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกทั้งระบบ

สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้เล่นในอุตสาหกรรมพลังงานจำนวนมากมองตรงกันว่า ตลาดและรัฐบาลหลายประเทศยังคง “ประเมินความรุนแรงต่ำเกินไป” พวกเขาเปรียบสถานการณ์ครั้งนี้กับวิกฤติน้ำมันยุคทศวรรษ 1970 และเตือนว่า หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดหรือใช้งานได้ไม่เต็มที่ต่อไป วิกฤติที่เริ่มต้นในเอเชีย จะค่อย ๆ ลุกลามไปยังยุโรป ลาตินอเมริกา และส่วนอื่นของโลกในอีกไม่ช้า

แม้งัดทุกมาตรการ ยังขาดน้ำมันกว่า 11 ล้านบาร์เรล

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เหตุผลที่วิกฤตินี้อันตรายมาก ไม่ได้อยู่ที่คำว่า “สงคราม” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ตำแหน่งของ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ในระบบเศรษฐกิจโลก ช่องแคบนี้เป็นทั้งทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในสัดส่วนราว “หนึ่งในห้า” ของปริมาณส่งออกโลก 

เมื่อเส้นทางนี้ติดขัด ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น แต่คือ อุปทานพลังงานจำนวนมหาศาล “กว่า 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน” ถูกตัดออกจากตลาดในทันที 

ก่อนเกิดวิกฤติ โลกมีอุปทานน้ำมันราว 106.9 ล้านบาร์เรล/วัน แต่พอปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันก็ “หายไปทันที” 18.4 ล้านบาร์เรล/วัน 

แม้หลายฝ่ายเร่งงัดมาตรการพยุงอุปทานต่าง ๆ ไม่ว่า

- ซาอุดีอาระเบียเปลี่ยนเส้นทางส่งน้ำมันเป็นผ่านท่อ (+3.6 ล้านบาร์เรล/วัน)

- การปล่อยน้ำมันสำรองของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA (+2 ล้านบาร์เรล/วัน)

- การดึงน้ำมันจากคลังลอยน้ำที่ถูกคว่ำบาตร (+1 ล้านบาร์เรล/วัน)

- การปรับเส้นทางพลังงานของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (+0.7 ล้านบาร์เรล/วัน) 

แต่ถึงจะระดมทุกทางแล้ว โลกก็ยัง “ขาดอยู่ 11.1 ล้านบาร์เรล/วัน” ซึ่งถือว่ายังคงขาดอยู่มหาศาล

‘ขาดแคลนน้ำมัน’ ใกล้เป็นจริง! อุปทานหาย 11 ล้านบาร์เรล ผ่อนคว่ำบาตรเอาไม่อยู่แล้ว

หากราคาพลังงานยังคงแพงอยู่ในระดับสูงนาน “วิถีชีวิตของผู้คน” อาจถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นั่นแปลว่า ผู้คนจะเริ่มบินน้อยลง ขับรถน้อยลง โรงงานบางแห่งจะชะลอการผลิต สายการบิน ผู้ขนส่ง และผู้ผลิตปิโตรเคมีจะเริ่มลดการใช้เชื้อเพลิง เพราะต้นทุนสูงเกินแบกรับไหว โดยสิ่งเหล่านี้กำลังเริ่มขึ้นแล้ว บางประเทศในเอเชียเริ่มกักตุนและปันส่วนเชื้อเพลิง 

ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐและนักวิเคราะห์วอลล์สตรีทเริ่มประเมินว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นไปแตะระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนถึง “200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” หากวิกฤติยืดเยื้อ 

น้ำมันยังพอมีทางอ้อม แต่ LNG ไม่มี แถมเจ็บหนักกว่า

ถ้าน้ำมันคือวิกฤติใหญ่ LNG คือวิกฤติที่อาจร้ายกว่า เพราะตลาดก๊าซธรรมชาติเหลว มีข้อจำกัดมากกว่าน้ำมัน

อย่างแรกคือ ก๊าซธรรมชาติ “ขนยาก” กว่าน้ำมัน ต้องผ่านกระบวนการทำให้เย็น -160°C ให้กลายเป็นของเหลว และบรรทุกใส่เรือเฉพาะทาง (LNG tanker) โดยต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นส่วนใหญ่ แทบไม่มีเส้นทางสำรองที่จะเลี่ยงจุดนี้ได้

ข้อที่สอง คือ ในขณะที่น้ำมัน เก็บง่ายในถังธรรมดา แต่แก๊ส LNG ต้องเก็บในถังพิเศษอุณหภูมิต่ำมาก ซึ่งเก็บได้น้อยและมีต้นทุนสูง ทำให้หลายประเทศ “ไม่มีคลังสำรองขนาดใหญ่”

จุดนี้ทำให้ LNG เปราะบาง และเสี่ยงขาดแคลนง่ายกว่าน้ำมัน และเมื่อผู้ขายเห็นว่า ความขาดแคลนทำให้การขายรายวันได้กำไรมากกว่า การเจรจาสัญญาระยะกลางถึงยาวก็เริ่มชะงักลงตามไปด้วย 

ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ทางเดินเรือ แต่เริ่มลามไปถึงโครงสร้างพื้นฐานการผลิตเองแล้ว โรงงาน LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง QatarEnergy ได้รับความเสียหายจากขีปนาวุธ และบริษัทฯในกาตาร์นี้เตือนว่า อาจต้องใช้เวลาซ่อม “นานถึง 5 ปี” นั่นหมายความว่า แม้วันหนึ่งช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิด การฟื้นตัวของอุปทานก๊าซก็อาจไม่ใช่เรื่องกลับมารวดเร็ว

เอเชียเจ็บหนักก่อน อเมริกาเจ็บช้ากว่า แต่ก็ไม่รอด

ในระยะแรก ผลกระทบกระจุกตัวที่ “เอเชีย” เพราะเอเชียพึ่งพาสัดส่วนพลังงานจากตะวันออกกลางสูงกว่า และอยู่ใกล้ศูนย์กลางวิกฤติมากกว่า ยกตัวอย่าง “ไทย” พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูงถึงประมาณ 58% ตามข้อมูลจาก BofA Global Research 

ในทางกลับกัน “สหรัฐ” กลับเป็นหนึ่งในประเทศที่จะได้รับผลกระทบช้ากว่า เพราะพึ่งพาฮอร์มุซน้อยกว่า อยู่ไกลจากสมรภูมิรบมาก และที่สำคัญคือ สหรัฐเป็น “ผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก” อีกทั้งตลาดก๊าซภายในประเทศยังมีการผลิตมหาศาลคอยรองรับ จึงมี “กันชนภายใน” มากกว่าเอเชียและยุโรป

แต่คำว่า “ช้ากว่า” ไม่ได้แปลว่า “รอด” เพราะเมื่อวิกฤตินี้ยืดเยื้อ ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงได้เริ่มซึมเข้าสู่ราคาสินค้านำเข้า ทำให้ข้าวของแพงขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งเริ่มสะท้อนผ่านเงินเฟ้อสหรัฐที่เร่งตัวในเดือนมีนาคม อยู่ที่ 3.4% เมื่อเทียบรายปี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 2.4% ในเดือนกุมภาพันธ์

สัญญาณของแพง พร้อมเศรษฐกิจฟุบ เริ่มชัดขึ้น

สิ่งที่ทำให้วิกฤติพลังงานน่ากลัว ไม่ใช่แค่ราคาสินค้าแพง แต่คือโอกาสเกิด “ภาวะ Stagflation” หรือภาวะที่เงินเฟ้อสูงขึ้นพร้อมกับเศรษฐกิจซบเซา

Bloomberg Economics ประเมินว่า เพียงแค่ราคาน้ำมันอยู่ “แถว 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” ก็เพียงพอจะเร่งเงินเฟ้อและกดการเติบโตแล้ว และในกรณียุโรป ผลกระทบอาจเท่ากับเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นราว 1 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี และทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ลดลง 0.6% 

แต่หากราคาน้ำมันพุ่งไปถึง 170 ดอลลาร์ ผลกระทบต่อทั้งเงินเฟ้อและการเติบโตจะ “ทวีคูณ” ซึ่งหมายถึง แรงกระแทกที่กว้างพอจะเปลี่ยนทิศทางนโยบายดอกเบี้ย การเลือกตั้ง และเสถียรภาพเศรษฐกิจในหลายประเทศได้ 

มาตรการรัฐซื้อเวลาได้ แต่ไม่ได้แก้รากปัญหา

จนถึงตอนนี้ โลกยังไม่ตื่นตระหนกเต็มที่ ส่วนหนึ่งเพราะมีมาตรการหลายอย่างเข้ามาช่วย ไม่ว่าเป็นการระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ การเร่งเปลี่ยนเส้นทางส่งน้ำมันจากฮอร์มุซ เป็นผ่านท่อจากซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือการผ่อนคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียและอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงกันชนชั่วคราว ไม่ใช่แหล่งอุปทานถาวร เมื่อสต็อกสำรองถูกใช้ไปเรื่อย ๆ จนหมด ตลาดก็จะกลับมาเผชิญความจริงอีกครั้ง 

แม้อิหร่านเริ่มปล่อยให้เรือต่างชาติบางส่วนแล่นผ่านช่องแคบได้บ้างแล้ว แต่ปริมาณที่ผ่านยังมีน้อยเกินไป จนแทบไม่ช่วยเปลี่ยนทิศทางของสถานการณ์ได้เลย

ที่สำคัญ ต่อให้ซาอุดีอาระเบียมีศักยภาพเพิ่มกำลังผลิต ก็ไม่ได้แปลว่าจะช่วยได้มากนัก หากน้ำมันจำนวนมากยังออกจากอ่าวได้อย่างจำกัด เพราะปัญหาไม่ได้อยู่เพียง “ผลิตได้ไหม” แต่อยู่ที่ “ส่งออกมาได้หรือไม่” โดยเฉพาะ การส่งผ่านท่อ ยังไม่สามารถทดแทนการขนส่งผ่านขบวนเรือยักษ์ได้

นี่ทำให้กำลังการผลิตสำรองที่โลกเคยหวังพึ่ง กลายเป็นอาวุธที่ใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ในวิกฤติลักษณะนี้

“ตอนนี้ เครื่องมือที่มีอยู่แทบไม่เหลืออะไรให้ใช้แล้ว” ไมค์ ซอมเมอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ American Petroleum Institute กล่าว

ผลกระทบไม่หยุดที่ปั๊มน้ำมัน แต่ลามถึงของใช้ประจำวัน

ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งของหลายคนคือ มองว่าวิกฤติพลังงานกระทบแค่ค่าน้ำมันรถ แต่ในความจริง ผลกระทบกว้างกว่านั้นมาก เพราะปิโตรเลียมและปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของสินค้าจำนวนมหาศาล ตั้งแต่พลาสติก บรรจุภัณฑ์ เสื้อผ้าโพลีเอสเตอร์ เครื่องสำอาง จนถึงสารเคมีการเกษตรและปุ๋ย

ดังนั้น หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาสินค้าหลากหลายประเภทจะสูงขึ้นอย่างชัดเจน นั่นแปลว่า วิกฤตินี้ไม่ใช่แค่วิกฤติน้ำมันหรือก๊าซ แต่คือวิกฤติของ “ต้นทุนเศรษฐกิจจริง” ที่ค่อย ๆ ซึมจากภาคพลังงานไปสู่ของใช้ประจำวัน สินค้าอุตสาหกรรม และอาหารในท้ายที่สุด

ประเด็นที่สำคัญมากคือ ต่อให้สถานการณ์คลี่คลาย ช่องแคบกลับมาเปิด และเรือกลับมาเดินได้มากขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าตลาดจะฟื้นกลับสู่ภาวะปกติในทันที การฟื้นตัวของสินค้าและซัพพลายเชน อาจใช้เวลาหลายเดือน และถ้าโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนเสียหายจริง การฟื้นตัวก็จะยิ่งช้าลงไปอีก 

นี่หมายความว่า ความเสียหายไม่ได้วัดจากจำนวนวันที่ฮอร์มุซปิดอย่างเดียว แต่วัดต่อว่า หลังเปิดฮอร์มุซแล้ว โลกต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าปริมาณส่งออก การขนส่ง การทำสัญญาซื้อขาย และระดับสต็อกจะกลับเข้าสู่สมดุลใหม่

ในอีกด้านหนึ่ง หากวิกฤตินี้ยืดเยื้อยาว โลกอาจถูกบังคับให้ “ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลง” อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพราะนโยบายสีเขียวหรือความสมัครใจ แต่เพราะอุปทานมีไม่พอและต้นทุนแพงเกินไป

ท้ายที่สุด วิกฤตินี้อาจไม่ได้บีบแค่ราคาพลังงาน แต่กำลังกดดันให้ทั้งโลก “ปรับตัวทั้งระบบ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

อ้างอิง: bloombergกรุงเทพธุรกิจelengyreuters