วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ชไนเดอร์ กรุ๊ป'มั่นใจธุรกิจพลังงานสะอาดเอเชียโต

"ชไนเดอร์ อิเล็กทริก" กลุ่มอุตสาหกรรมสัญชาติฝรั่งเศสประกาศย้ายบรรดาผู้บริหารมาประจำสาขาในเอเชียมากขึ้น พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าจะทำรายได้จากภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น เนื่องจากบรรดาบริษัทชั้นนำต่างปรับนโยบายไปใช้พลังงานสะอาด

ตอนนี้บริษัทกำลังซอฟต์แวร์และโซลูชันด้านการบริหารจัดการพลังงานในรูปแบบดิจิทัลเพื่อช่วยให้บรรดาลูกค้าของบริษัทใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“โอลิเวอร์ บลูม” ผู้บริหารบริษัทชไนเดอร์  อิเล็กทริก กล่าวว่า ทัศนะคติที่มีต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในเอเชียกำลังเปลี่ยนแปลงจากบนสู่ล่าง เป็นแนวโน้มที่จะช่วยกำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคมและธรรมาภิบาลซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในกลยุทธของบริษัทต่างๆแทนที่จะอยู่ในเอกภาพคู่ขนาน

บลูม กลุ่มบริษัทต่างๆสามารถกำหนดแนวโน้มสำหรับตลาดเพื่อนบ้านและตลาดท้องถิ่นได้ ขณะที่ปัญหาในระบบซัพพลายเชนจะผลักดันให้บริษัทต่างๆหันไปใช้วัตถุดิบใกล้บ้านมากขึ้น

“บริษัทต่างๆต้องเข้าใจว่าอย่างไรเสียก็ต้องเข้าไปแก้ปัญหาระบบซัพพลายเชน เราทุกคนต่างเผชิญหน้าปัญหาการขาดแคลนแต่ในท้ายที่สุดแล้ว  สิ่งนี้ไม่ควรเป็นข้อแก้ตัวที่ทำให้คุณไม่ได้เริ่มต้นการเดินทางเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์”บลูม กล่าว       
 

บลูม ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และการเติบโตอย่างยั่งยืนของชไนเดอร์ อิเล็กทริก ให้สัมภาษณ์นิกเคอิ เอเชียในช่วงท้ายของการเดินทางเยือนสิงคโปร์นานสามสัปดาห์ เพื่อพบปะกับลูกค้า ที่รวมถึงรีสอร์ทมารินา เบย์ แซนดส์ ซึ่งกำลังปรับนโยบายให้สอดรับกับแผน“Green Plan 2030” ของทางการสิงคโปร์ 

บลูม กล่าวว่า ตอนนี้มีบริษัทสัญชาติสิงคโปร์จำนวนมากขึึ้นที่มีผู้บริหารดำเนินบทบาทแบบเดียวกับเขา รวมทั้งคณะกรรมการบอร์ดบริหารของบริษัทหลายแห่งก็หันมาให้ความสนใจกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในช่วง5-10 ปีที่ผ่านมา 

“บริษัทใหญ่ๆเหล่านั้นเป็นผู้กำหนดแนวโน้มให้แก่บริษัทอื่นๆเพราะบริษัทเหล่านี้เผชิญแรงกดันมากมายจากระบบนิเวศโดยรวมของทั้งภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะจากบรรดาผู้ถือหุ้นของพวกเขา”บลูม กล่าวพร้อมทั้งอ้างถึงแนวโน้มการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนในสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
 

บลูมบอกด้วยว่า “คุณสามารถคาดการณ์ได้เลยว่าในอีก2ปีข้างหน้าบริษัทส่วนใหญ่ในสิงคโปร์จะหันมาสร้างธุรกิจบนพื้นฐานที่สอดคล้องกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ศูนย์เปอร์เซนต์ หรืออย่างน้อยก็จะมีให้คำจำกัดความที่ชัดเจนเกี่ยวกับความพยายามในเรื่องนี้ ภายในปี 2573”

อย่างไรก็ตาม ขณะที่บรรดาผู้นำธุรกิจหันมาดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social, Governance )หรืออีเอสจีกันมากขึ้นแต่มีไม่กี่บริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ  

รายงาน Corporate Climate Responsibility Monitor 2022 ของ NewClimate Institute  ระบุว่า ใน25บริษัทชั้นนำของโลกที่มีโพรไฟล์ที่ดีในเรื่องการลดโลกร้อนหรือในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนั้น ส่วนใหญ่จะไม่มีแผนปฏิบัติการระยะสั้นเพื่อลดภาวะเรือนกระจกในทั้งระบบห่วงโซ่คุณค่าของบริษัทโดยไม่ต้องพึ่งพาการชดเชยคาร์บอน

บลูม มองว่าแนวปฏิบัติที่ช่วยสร้างความยั่งยืนจากบนสู่ล่างในบรรดาบริษัทเอเชียเป็นการเริ่มต้น“ที่กล้าหาญ”

“เมื่อถามว่าการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้จะให้ผลเป็นที่น่าพอใจในวันนี้เลยหรือไม่ คำตอบอาจจะ”ไม่“แต่เมื่อคุณพิจารณาที่แรงขับเคลื่อน ประกอบกับความเป็นจริงที่ว่าผู้บริหารสูงสุดของบริษัทออกมาขับเคลื่อนเอง ทำให้ผมเกิดความมั่นใจว่าจะมีพัฒนาการที่ดี ”ผู้บริหารชไนเดอร์ อิเล็กทริก กล่าว

ชไนเดอร์ เริ่มปฏิวัติสีเขียวในองค์กรของตัวเองเมื่อปี 2548 ทำให้เห็นว่าบรรดาผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และผู้ผลิตเหล็ก ปรับนโยบายไปเน้นด้านซอฟต์แวร์และโซลูชันดิจิทัล

ชไนเดอร์ มีรายได้ประมาณ 30% ของรายได้โดยรวมมาจากภูมิภาคเอเชียในปี 2563 ซึ่งบริษัทคาดการณ์ว่าจะทำรายได้เพิ่มได้อีกและจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน

ปัจจุบันบรรดาผู้บริหารระดับสูงประมาณ 20% ของชไนเดอร์ประจำอยู่ที่สำนักงานหลายแห่งทั่วเอเชียทั้งเซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง และสิงคโปร์