ดัชนีดาวโจนส์ ปิดวันจันทร์(8พ.ย.)เพิ่มขึ้น 104 จุดโดยได้ปัจจัยบวกจากการที่สภาคองเกรสผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวขึ้น 104.27 จุด หรือ 0.29% ปิดที่ 36,432.22 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 4.17 จุด หรือ 0.09% ปิดที่ 4,701.70 จุด และดัชนีแนสแด็ก เพิ่มขึ้น 10.77 จุด หรือ 0.07% ปิดที่ 15,982.36 จุด
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับเวลาซื้อขายหุ้นในตลาด เริ่มต้นจากวันนี้ โดยจะปรับเวลาช้าลง 1 ชั่วโมง หลังจากสิ้นสุดช่วง Daylight Saving Time โดยตลาดจะเปลี่ยนแปลงเวลาซื้อขาย จากเดิม 20:30-03:05 น. ตามเวลาไทย เป็น 21:30-04:05 น.ตามเวลาไทย
การปรับเวลาซื้อขายหุ้นดังกล่าวนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย. 2564-12 มี.ค.2565
ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นกว่า 200 จุดเมื่อวันศุกร์ (5พ.ย.)แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้แรงหนุนจากการเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งในสหรัฐ และข่าวความคืบหน้าในการพัฒนายาเม็ดต้านโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์ อิงค์
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทได้ปัจจัยบวกจากการที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้อนุมัติร่างกฎหมายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน วงเงินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งต่อให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดนลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ โครงการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นหนึ่งในโครงการที่ปธน.ไบเดนให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โดยโครงการดังกล่าวจะรวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณในการก่อสร้างถนน สะพาน ทางรถไฟ ปัจจัยพื้นฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และโครงการอื่นๆ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานในสหรัฐ
หุ้นแคทเธอร์ พิลลาร์ ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องมือก่อสร้างขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พุ่งขึ้น 5% ในการซื้อขายวันนี้ ขานรับการผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว
หุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้นในการซื้อขายเช่นกัน ตามราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นในระยะนี้



