ดัชนีดาวโจนส์ ปิดวันพฤหัสบดี(4 พ.ย.)ปรับตัวลง 33 จุดขณะที่ตลาดทำการปรับฐาน หลังจากดีดตัวขึ้นวานนี้ ขานรับผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวร่วงลง 33.35 จุด หรือ 0.09% ปิดที่ 36,124.23 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่ม 19.49 จุด หรือ 0.42% ปิดที่ 4,680.06 จุดและดัชนีแนสแด็กปรับตัวขึ้น 128.72 จุด หรือ 0.81% ปิดที่ 15,940.31 จุด
ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นกว่า 100 จุด แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันพุธ(3พ.ย.) หลังจากที่เฟดประกาศว่าจะทยอยปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เดือนละ 15,000 ล้านดอลลาร์ เริ่มตั้งแต่เดือนพ.ย. ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ นักลงทุนยังขานรับถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ซึ่งส่งสัญญาณว่าเฟดยังไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทเมอร์ค แอนด์ โค ซึ่งเป็นบริษัทยารายใหญ่ของสหรัฐ พุ่งขึ้นเกือบ 2% ในการซื้อขายวันนี้ รับข่าวสหราชอาณาจักรให้การอนุมัติการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์เป็นประเทศแรกของโลก
ส่วนราคาหุ้นของบริษัทโมเดอร์นา อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทยารายใหญ่ของสหรัฐ ดิ่งลงกว่า 16% หลังจากที่บริษัทเปิดเผยตัวเลขกำไรและรายได้ต่ำกว่าคาดในไตรมาส 3 ขณะที่ปรับลดคาดการณ์ยอดขายวัคซีนต้านโควิด-19 ในปีนี้
ขณะที่การเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในวันนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 14,000 ราย สู่ระดับ 269,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.2563 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ
นอกจากนี้ ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานดังกล่าวต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 275,000 ราย และต่ำกว่า 300,000 รายเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน
นักลงทุนจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันศุกร์ ซึ่งกระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยในเวลา 19.30 น.ตามเวลาไทย
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า กระทรวงแรงงานสหรัฐจะรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 450,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. หลังจากที่เพิ่มขึ้นเพียง 194,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย.
นอกจากนี้ คาดว่าอัตราการว่างงานจะลดลงสู่ระดับ 4.7% ในเดือนต.ค. จากระดับ 4.8% ในเดือนก.ย.





