หน่วยงานในเครือ "ฟ็อกซ์คอนน์" ผู้ผลิตชิพรายใหญ่กำลังคิดที่จะตั้งโรงงานผลิตชิพคุณภาพสูงแห่งแรกในสหรัฐ ขณะที่มีบริษัทมากขึ้นจับตามองการที่รัฐบาลวอชิงตันเรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ๆย้ายฐานการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในสหรัฐ
หน่วยงานในเครือฟ็อกซ์คอนน์และเป็นผู้ผลิตชิพรายใหญ่กำลังคิดที่จะตั้งโรงงานผลิตชิพคุณภาพสูงแห่งแรกในสหรัฐ ขณะที่มีบริษัทมากขึ้นจับตามองการที่รัฐบาลวอชิงตันเรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ๆย้ายฐานการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในสหรัฐ
“เรากำลังประเมินเพื่อสร้างโรงงานผลิตชิพคุณภาพสูงแห่งแรกในสหรัฐแต่ยังไม่ได้ข้อสรุป ถ้าแผนการนี้เป็นรูปธรรม โรงงานแห่งนี้จะเริ่มต้นด้วยการผลิตชิพในปริมาณน้อยๆก่อนและจะพัฒนาไปเป็นการผลิตชิพไฮเอนด์ที่สุด เป็นเครื่องมือชิพที่มีความก้าวหน้ามากที่สุด รวมทั้งผลิตชิ้นส่วนต่างๆด้วย”เควิน ฉุ่ย ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ)และประธานฟ็อกซ์เซมิคอน อินติเกรทเท็ด เทคโนโลยี บริษัทในเครือฟ็อกซ์คอนน์ กล่าว
การเคลื่อนไหวของบริษัทในเครือฟ็อกซ์คอนน์มีขึ้นหลังจากบริษัทชิพในเอเชียหลายแห่ง รวมถึง ไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริง โค (ทีเอสเอ็มซี) และซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ต่างระบุว่าจะสร้างหรือขยายการผลิตชิพในสหรัฐเพื่อตอบสนองข้อกังวลด้านความมั่นคงของประเทศของรัฐบาลวอชิงตัน และทำตามความต้องการของลูกค้าที่อยากให้ระบบห่วงโซ่อุปทานอยู่ในท้องถิ่นมากขึ้น
“แฟรงค์ เฉิน”ซีเอฟโอของฟ็อกซ์เซมิคอน ระบุว่า การสร้างโรงงานในสหรัฐใช้ต้นทุนมากกว่าการก่อสร้างโรงงานขนาดเท่ากันในไต้หวันอย่างน้อย2.5-3 เท่าตัวและมีประเด็นมากมายให้ต้องพิจารณาก่อนลงทุนในสหรัฐ
“ตอนนี้สิ่งที่เรากังวลกันมากและถือเป็นเรื่องใหญ่คือเราจะหาพนักงานที่มีคุณสมบัติตามที่ต้องการในสหรัฐได้เพียงพอกับโรงงานหรือไม่ ประกอบกับเราต้องหารือกับลูกค้าทุกรายว่า พวกเขาเต็มใจจ่ายเงินเพิ่มให้กับชิพที่สั่งซื้อซึ่งต้องมีราคาสูงขึ้นหรือไม่”ฉุ่ย กล่าว
นอกจากนี้ ฉุ่ย ยังบอกว่า บริษัทไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มการผลิตในไต้หวัน หรือขยายธุรกิจเข้าไปยังประเทศต่างๆในอาเซียน อาทิ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ หรือเวียดนาม
ฟ็อกซ์เซมิคอน ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการสร้างโมดุลและผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุปกรณ์ผลิตชิพ มีลูกค้ารายใหญ่หลายรายในจำนวนนี้รวมถึง แอพพลายด์ แมททีเรียลส์ ทีเอสเอ็มซี และไมครอน
ฉุ่ยยังบอกด้วยว่า บริษัทกำลังหาทางสร้างฟุตพรินต์ด้านการผลิตให้มีความสุมดุลมากขึ้นในอนาคต ซึ่งรวมถึงการสร้างโรงงานในเมืองเมียวลี่ มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (35.2 ล้านดอลลาร์)โดยปัจจุบัน โรงงานในไต้หวันมีความสามารถด้านการผลิตประมาณ 15% ของความสามารถด้านการผลิตโดยรวมของฟ็อกซ์เซมิคอน แต่อาจจะขยายตัวถึง 40% หลังจากโรงงานใหม่เริ่มเดินสายการผลิตในปี2565
“เรากำลังมองหาที่ดินใหม่ในไต้หวันใกล้กับสำนักงานใหญ่เพราะนั่นเป็นแผนการในอุดมคติในการขยายธุรกิจของเราคือ มองไปข้างหน้า เรามีแผนขยายธุรกิจในสหรัฐ จีน และไต้หวัน และเราจะปรับปรุงสินค้าตามความต้องการของลูกค้า”ฉุ่ย กล่าว
ฟ็อกซ์เซมิคอน กล่าวว่า บริษ้ทได้เพิ่มการผลิตที่โรงงานในจีนตั้งแต่ปีที่แล้วเพื่อรองรับความต้องการชิพในท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้น และนอกจากจะมีโรงงานผลิตในจีนและไต้หวันแล้ว บริษัทยังมีสำนักงานให้บริการ จัดซื้อจัดจ้างและสำนักงานขายในซาน โฮเซ่และออสตินในสหรัฐด้วย
ชิพ ซึ่งถูกนำไปใช้ในแทบทุกอุตสาหกรรมตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงเซอร์เวอร์และรถยนต์ไร้คนขับกลายเป็นสนามรบสำคัญในสงครามเทคโนโลยีระหว่างรัฐบาลสหรัฐและรัฐบาลจีน บรรดาส.ส.ในสหรัฐเสนอแนะให้ออกกฏหมายเพื่อนำบรรดาผู้ประกอบการเซมิคอนดักเตอร์กลับมาตั้งฐานการผลิตในประเทศ ขณะที่สหภาพยุโรป(อียู)กำลังหาทางสนับสนุนบริษัทในท้องถิ่นผลิตชิพก้าวหน้า
ส่วนจีนทุ่มลงทุนมหาศาลมานานหลายปีเพื่อพึ่งพาตัวเองในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และล่าสุด บริษัทอินเทล ผู้ผลิตชิพสัญชาติอเมริกัน ประกาศจะใช้จ่ายเงินประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์ สร้างโรงงานใหม่สองแห่งในรัฐแอริโซนาเพื่อพลิกฟื้นสถานะการเป็นผู้นำผลิตชิพของสหรัฐให้กลับคืนมา
ซีอีโอฟ็อกซ์เซมิคอน ยังกล่าวด้วยว่า เซมิคอนดักเตอร์กลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของทั่วโลก และการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19ทำให้ผู้คนตระหนักมากขึ้นถึงความสำคัญของการเก็บรักษาอุตสาหกรรมนี้ไว้ในประเทศ





