'ฉีดวัคซีนเร็ว-หนุนจ้างงาน'เพิ่มแนวโน้มศก.โลกโต5.6% โดยการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนเป็นวงกว้างถือเป็นนโยบายเศรษฐกิจที่ดีที่สุดในขณะนี้ เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจและการจ้างงานกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โอซีซีดี) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 5.6% ในปีนี้ หากการฉีดวัคซีนป้องการโรคโควิด-19 ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอทั่วโลก
รายงาน “Interim Economic Outlook” ของโออีซีดี ระบุว่า ภายในกลางปีนี้ ผลผลิตทางเศรษฐกิจทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัวสู่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวราว 4% ในปี 2565 หลังจากที่มีการขยายตัว 5.6% ในปี 2564
โออีซีดีคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวที่ระดับ 6.5% ในปีนี้ โดยได้ปัจจัยหนุนจากการออกมาตรการกระตุ้นด้านการคลัง รวมทั้งการฉีดวัคซีนที่ดำเนินการรวดเร็วขึ้น
ขณะเดียวกันคาดว่า เศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัวเพียง 3.9% เนื่องจากประเทศยุโรปมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง และการฉีดวัคซีนก็เป็นไปอย่างล่าช้า
แม้โออีซีดีจะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวดีในปีนี้ แต่ผลสำรวจความเห็นล่าสุด บ่งชี้ว่า ชาวอเมริกัน 4 ใน10 คนยังคงรู้สึกว่าการดำเนินชีวิตในแต่ละวันยังได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 โดยเฉพาะผลกระทบทางการเงิน การตกงานหรือการที่รายได้ในครัวเรือนลดลง ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน
การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนคนผิวดำและชาวละติน รวมทั้งชาวอเมริกันวัยหนุ่มสาว
“ผมรู้สึกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ชีวิตเรายากลำบากขึ้น”เคนนาร์ด เทย์เลอร์ นักเรียนผิวดำที่แจ็คสัน คอลเลจวัย 20ปี ซึ่งสูญเสียงานในตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารภายในวิทยาลัย กล่าว
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุว่า ชาวอเมริกันประมาณ50% ระบุว่ามีประสบการณ์รายได้ครัวเรือนลดลงเพราะผลพวงจากการระบาดของโรคโควิด-19 และ 25% ของผู้ถูกสำรวจระบุว่า มีประสบการณ์ถูกปลดออกจากงาน 31% บอกว่าถูกลดชั่วโมงการทำงาน ส่วน 44 % บอกว่ามีประสบการณ์สูญเสียรายได้จากการระบาดของโรคโควิด-19 และทุกวันนี้ การระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ยังคงส่งผลกระทบทางการเงิน
ผลสำรวจนี้สอดคล้องกับข้อมูลทางเศรษฐกิจล่าสุดจากกระทรวงแรงงานสหรัฐ ที่ระบุว่า ชาวอเมริกันยื่นขอรับสวัสดิการจากการว่างงานรายสัปดาห์ วันที่ 22 ก.พ. ประมาณ 745,000 คน ขณะที่มีชาวอเมริกันที่ไม่มีงานทำประมาณ 18 ล้านคน
ทั้งนี้ โออีซีดี มีมุมมองที่ดีขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก หลังจากที่หลายประเทศในภูมิภาคแห่งนี้ประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และกิจกรรมด้านการผลิตเริ่มกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง โดยคาดว่า เศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 7.8%, เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 2.7%, เศรษฐกิจเกาหลีใต้จะขยายตัว 3.3% และเศรษฐกิจออสเตรเลียจะขยายตัว 4.5% ในปีนี้
“โลรอง บูน” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของโออีซีดี กล่าวว่า โครงการฉีดวัคซีนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจถือเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก การฉีดวัคซีนให้กับประชาชนเป็นวงกว้างถือเป็นนโยบายเศรษฐกิจที่ดีที่สุดในขณะนี้ เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจและการจ้างงานกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง
“หากเราไม่ดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนอย่างรวดเร็วเพื่อเปิดทางสู่การยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็จะเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้า และจะบั่นทอนผลประโยชน์ที่เราควรได้รับจากมาตรการกระตุ้นด้านการคลัง” บูน กล่าว
ความเห็นของหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ สอดคล้องกับถ้อยแถลงของดร.เอ็นโกซี โอคอนโจ-ไอวีลา ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ที่เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือและกระตุ้นการผลิตวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ในประเทศกำลังพัฒนา หลังประเทศสมาชิกของดับเบิลยูทีโอหลายแห่งร้องขอให้ดร.โอคอนโจ-ไอวีลาจัดการเจรจากับผู้ผลิตวัคซีนอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ดำเนินการดังกล่าว
ดร.โอคอนโจ-ไอวีลา ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีคลังไนจีเรียและประธานบอร์ดบริหารขององค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีน(กาวี) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่ของดับเบิลยูทีโอ เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยดร.โอคอนโจ-ไอวีลากล่าวว่า ขณะนี้ประเด็นที่มีความสำคัญเป็นอันดับแรกคือด้านสาธารณสุขและการเข้าถึงวัคซีน
“ความเป็นจริงก็คือ ในทุกๆ วันที่เรายังคงเผชิญปัญหาขาดแคลนวัคซีนนั้น จะต้องมีผู้คนเสียชีวิต” ดร.โอคอนโจ-ไอวีลากล่าวในการประชุมต่อเนื่อง 2 วันในประเด็นการผลิตวัคซีนต้านโรคโควิด-19 พร้อมเปิดเผยว่า ขณะนี้มีประมาณ 130 ประเทศที่ยังคงไม่ได้รับวัคซีน
ดร.โอคอนโจ-ไอวีลา ระบุด้วยว่า สามารถจัดตั้งโรงงานผลิตวัคซีนแห่งใหม่ได้ภายใน 6-7 เดือน ซึ่งถือว่าน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของระยะเวลาเดิมที่เคยมีการประเมินไว้ และในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ การจำกัดการส่งออกที่มีสาเหตุจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสก็ลดลงบ้างแล้ว จึงอยากเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ยกเลิกหรือผ่อนคลายการจำกัดการส่งออกที่ยังคงมีการบังคับใช้อยู่ หรือกำหนดเวลาในการยกเลิกการจำกัดดังกล่าว เพื่อลดปัญหาในห่วงโซ่อุปทานวัคซีนให้เหลือน้อยที่สุด





