กองทัพเมียนมาก่อเหตุรัฐประหารช็อกโลก เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ถือเป็นเหตุการณ์ที่คนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าระหว่างทหารกับประชาชนเมียนมา ใครจะอยู่ใครจะไป ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อขบวนการประชาธิปไตยในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กลุ่มมีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ (MIO) และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า (TACDB) ให้ข้อมูลสื่อมวลชน เกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมาเมื่อวันจันทร์ (8 ก.พ.) ซึ่งครบรอบ 7 วันหลังรัฐประหาร
อรรวี แตงมีแสง แอดมินเพจ Natty in Myanmar เล่าย้อนไปถึงสถานการณ์ก่อนรัฐประหารว่า ท่าทีไม่พอใจผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ของกองทัพมีมานานแล้ว โดนพยายามบอกว่ามีการ “โกง” คนรุ่นใหม่ตั้งข้อสังเกตว่า กองทัพอาจเลียนแบบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐที่แพ้เลือกตั้ง ก็เลยแสดงความไม่พอใจออกมา แม้ต่อมามีข่าวลือรัฐประหารหนาหูก็ไม่มีใครคิดว่ากองทัพเมียนมาจะทำ
“แต่อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ในเมียนมา เล่นเอาทุกคนช็อก เสียใจ คนรุ่นใหม่เจ็บปวดมาก รู้สึกสิ้นหวัง ไม่แน่ใจในอนาคต พากันระบายอารมณ์กระหน่ำโซเชียลมีเดีย” อดีตนักข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมากล่าว
ส่วนสาเหตุสำคัญของรัฐประหาร ผศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล กรรมการและผู้ร่วมก่อตั้ง TACDB กล่าวถึงข้อกล่าวหาของทหารที่ว่าการเลือกตั้งสกปรกเพราะ 1) ผู้สมัครพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) หาเสียงด้วยการถ่ายรูปคู่กับภาพนายพลอองซาน 2) คณะกรรมการการเลือกตั้งมีปัญหาในการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ตำรวจกลับยื่นข้อหาอองซาน ซูจี นำเข้าอุปกรณ์สื่อสารผิดกฎหมาย ซึ่งไม่ตรงกับข้ออ้างของกองทัพเรื่องโกงเลือกตั้ง เห็นได้ชัดว่าทหารต้องการจัดการพรรคเอ็นแอลดี
อรรคณัฐ วรรธนะสมบัติ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมา สถาบันเอเชีย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นพ้องในประเด็นนี้
“เมียนมาช่วงหลังที่เราเห็นซูจีกับกองทัพไปด้วยกัน ไปเฮกด้วยกัน แต่จริงๆ แล้วแข่งอำนาจกันตลอดเวลา อำนาจควบคุมของกองทัพกำลังลดลงเรื่อยๆ มีคนเปรียบเทียบว่า ทหารไทยเล่นการเมือง แต่ทหารเมียนมาควบคุมการเมือง” อรรคณัฐกล่าวพร้อมยกตัวอย่างหน่วยงาน GAD (General Administration Department) เดิมขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมีอำนาจแต่งตั้งรัฐมนตรี เท่ากับว่ากองทัพคุมหน่วยงานนี้ แต่เมื่อเอ็นแอลดีเป็นรัฐบาลได้ดึง GAD ไปสังกัดหน่วยงานอื่นจึงสะเทือนถึงกองทัพ
“ก่อนหน้านี้พรรคยูเอสดีพีไม่เคยป่วน GAD เลย แต่ตอนหลังประณามว่า GAD ช่วยพรรคเอ็นแอลดีหาเสียง” นักวิจัยรายนี้สรุปว่า เพราะทหารสูญเสียอำนาจการควบคุมการเมืองจึงต้องรัฐประหาร
สุภัตรา ภูมิประภาส นักแปลผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาจากกลุ่มมีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ กล่าวเสริม กองทัพประเมินผิดคิดว่าเอ็นแอลดีบริหารประเทศมา 5 ปีต้องเกิดความผิดพลาด
"กรณีโรฮิงญาและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ รัฐบาลโดนด่าไปเต็มๆ ก็เลยคิดว่าเอ็นแอลดีจะได้เสียงน้อยลง แต่กลับชนะถล่มทลาย ทหารจึงยอมให้เอ็นแอลดีอยู่ต่ออีก 5 ปีไม่ได้" สุภัตราย้ำ
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญเมียนมากำหนดให้ทหารเข้าไปนั่งในสภา 25% แต่การที่ซูจีได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทหารก็ไม่สบายใจ ผศ.ดร.นฤมล ชี้ว่าแม้รัฐธรรมนูญกำหนดให้กระทรวงมหาดไทย ความมั่นคงชายแดน และกลาโหมอยู่ในกำมือทหาร แต่ซูจีก็แก้เกมด้วยเศรษฐกิจและสาธารณสุข มอบอำนาจให้ผู้ว่าการรัฐตัดสินใจสองเรื่องนี้ได้เลย ช่วงโควิด ซูจีมีอาสาสมัครสาธารณสุข อาสาสมัครครูไปช่วยงานดูแลโควิดแทนทหาร
“นี่คือการนำกลไกข้าราชการมาช่วย ที่ซูจีทำได้แม้รัฐธรรมนูญไม่เอื้อ” ผศ.ดร.นฤมล ตั้งข้อสังเกต
ส่วนการที่ประชาชนทุกกลุ่มออกมาต้านรัฐประหาร วิทยากรกล่าวไปในทางเดียวกันว่า ตอนการประท้วงใหญ่เมื่อปี 2531 คนก็ออกมาต้านมากแบบนี้ คราวนี้ชนชั้นกลางใหม่ออกมาจำนวนมากเพราะกลัวว่าถ้ากลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของทหารพวกตนก็ไม่มีอนาคต
“คนรุ่นใหม่ไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตยากลำบากเหมือนคนรุ่นก่อน ส่วนพ่อแม่ปู่ย่าตายายก็ห่วงอนาคตลูกหลาน นักลงทุนต่างชาติทำให้เกิดการจ้างงาน ชีวิตดี พวกเขาไม่อยากกลับไปไม่มีงานทำ ถูกเอารัดเอาเปรียบอีกแล้ว” อรรวีกล่าว
อีกปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนอย่างมากในทัศนะของอรรคณัฐคือ ภูมิทัศน์ของสื่อ Visual Culture และการรับรู้ข่าวสารเปลี่ยนแปลงไปมาก ทุกคนอยากมีส่วนร่วม ภาพถ่าย คลิปวีดิโอ รวมถึงการถ่ายทอดสดผ่านโซเชียลมีเดียได้เปิดพื้นที่ทางการเมืองแบบใหม่ผสมผสานกับการใช้พื้นที่การเมืองแบบเดิม
ขณะที่ ผศ.ดร.นฤมล มองว่า ปัจจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองก็มีส่วน หลายคนอาจคิดว่าผู้ประกอบการน่าจะชอบกองทัพ แต่รอบนี้คนที่ออกมาต้านมากคือเอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบการที่เห็นโอกาสใหม่โดยไม่ต้องไปเป็นนอมินีของกองทัพ
“เอ็นแอลดีให้ผู้ว่าการรัฐตัดสินใจเรื่องเศรษฐกิจได้ เอื้อความหวังให้กับคนกลุ่มต่างๆ พวกเขาจึงไม่พอใจกับการที่กองทัพกลับมา”
สำหรับมุมมองของคนรุ่นใหม่ เหมย นาง คำ เสาร์ นักศึกษาปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยมหิดล ตัวแทนจากชาติพันธุ์ไทลื้อ รัฐฉาน แสดงความเห็นผ่านทางออนไลน์ว่า หลายครั้งที่รู้สึกว่าซูจีและเอ็นแอลดีทำไม่ถูกใจด้วยการเข้าข้างทหาร เห็นได้ชัดในกรณีโรฮิงญา
"มีการตัดอินเทอร์เน็ตที่รัฐยะไข่นานหลายเดือน เราไม่เห็นด้วยแต่เลือกซูจีเพราะดีกว่าทหารอยู่แล้ว และถ้าเป็นประชาธิปไตยจริง ทุกคนรวมถึงชนกลุ่มน้อยก็มีสิทธิ ไม่เหมือนการอยู่ใต้ทหาร นี่ไม่ใช่การยึดติดตัวบุคคล แต่ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องเปิดพื้นที่ใหม่ๆ"
ด้านสถานการณ์ในเมียนมาวานนี้ (9 ก.พ.) ประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเดินหน้าต่อต้านรัฐประหารเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน ไม่สนใจการประกาศกฎอัยการศึกของนายพลอาวุโสมิน อ่อง หล่าย เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ตำรวจเนปิดอว์ยิงกระสุนยางและฉีดน้ำสลายการชุมนุม มีผู้บาดเจ็บหลายคน เช่นเดียวกับที่มัณฑะเลย์ที่มีการใช้รถฉีดน้ำกับผู้ชุมนุม





