นโยบาย'เมด อิน ไชนา'ทุบธุรกิจขนาดเล็กฮ่องกง โดยหน้ากากอนามัยที่ติดฉลาก”เมด อิน ฮ่องกง“มีความสำคัญอย่างมาก ขณะที่ประเทศตะวันตกมองว่าผลิตภัณฑ์”เมด อิน ไชนา“ไม่ได้มาตรฐาน มีปัญหา
ที่โรงงานแห่งหนึ่งในย่านไลชีก๊กของฮ่องกง คนงานหลายสิบคนกำลังขะมักขเม้นกับการเย็บหน้ากากอนามัย ด้วยการนำผ้ามาเข้าเครื่องอัด ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อนจะติดสายห้อยที่หูทั้งสองข้างจากนั้นสายพานจะนำหน้ากากอนามัยไปผ่านการตรวจสอบที่แผนกควบคุมคุณภาพ และนำไปฆ่าเชื้อ มัดรวมกันและใส่กล่องเพื่อส่งไปจำหน่าย
หน้ากากอนามัย“เมด อิน ฮ่องกง”เหล่านี้ผลิตโดยล็อคอิลล์ ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนมี.ค.ท่ามกลางการระบาดของไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ ต้นตอโรคโควิด เพื่อจำหน่ายในท้องถิ่นและต่างประเทศแต่การส่งออกไปยังตลาดสหรัฐของบริษัทกำลังเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนในอนาคตหลังจากรัฐบาลวอชิงตันประกาศในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาว่า สินค้านำเข้าของฮ่องกงทุกประเภทต้องติดป้าย“เมด อิน ไชนา” เพื่อตอบโต้การที่รัฐบาลปักกิ่งประกาศใช้กฏหมายความมั่นคงบนเกาะฮ่องกง นโยบายดังกล่าว ส่งผลกระทบเฉพาะสินค้าที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ โดยมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันอังคาร(10พ.ย.)
ตลาดสหรัฐสร้างรายได้ให้แก่บริษัทล็อกอิลล์ประมาณ 15% นับตั้งแต่บริษัทเริ่มส่งออกสินค้าไปที่ตลาดสหรัฐในเดือนเม.ย.และตอนนี้ บริษัทกำลังได้รับผลกระทบจากความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างวอชิงตันและปักกิ่งเกี่ยวกับกรณีพิพาททางการค้าและปัญหาอื่นๆ การจัดส่งหน้ากากอนามัยทางทะเลที่ใช้เวลานานขึ้นหมายความว่าบริษัทต้องระงับการส่งออกไปยังสหรัฐในเดือนส.ค.
“เราสูญเสียตลาดสหรัฐไปแล้ว นโยบายใหม่ของสหรัฐยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเราในด้านอื่นๆด้วย เพราะประเทศตะวันตกจำนวนมาก ไม่มั่นใจในอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ผลิตในจีนแผ่นดินใหญ่”เจสัน พูน ผู้อำนวยการบริษัทล็อกอิลล์ บริษัทหน้ากากอนามัยที่มีฐานดำเนินงานในฮ่องกง กล่าว
พูน เล่าว่า “หลังจากมีมาตรการของสหรัฐออกมา บรรดาผู้นำเข้าชาวอเมริกันได้ติดต่อเรามาและบอกว่าพวกเขาเจอฉลากที่เขียนว่า”เมด อิน ไชนา“ที่สินค้า ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเขารับไม่ได้”
แต่สถานการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยล็อกอิลลล์เพียงแห่งเดียว บรรดาผู้ประกอบการรายเล็กๆในฮ่องกงจำนวนหนึ่งเริ่มเห็นว่าธุรกิจตกอยู่ในอันตรายเนื่องจากพวกเขาไม่สามารถส่งออกสินค้าโดยติดป้ายว่า“เมด อิน ฮ่องกง”ได้อีกต่อไป
ครั้งหนึ่งฮ่องกงเคยเป็นศูนย์กลางการผลิตทางด้านอุตสาหกรรม เป็นหนึ่งใน4เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชียโดยอยู่ในกลุ่มเดียวกับเกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ อานิสงส์จากอุตสาหกรรมสิ่งทอและอุตสาหกรรมเบาที่เฟื่องฟูอย่างมากแต่อัตราค่าเช่าและต้นทุนค่าแรงงานที่แพงขึ้นทำให้โรงงานหลายแห่งย้ายฐานการผลิตไปจีนในช่วงทศวรรษ 1980 แต่ถึงแม้อุตสาหกรรมการผลิตของฮ่องกง ไม่สดใสเหมือนในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมาอีกแล้ว แต่พูนก็เชื่อว่าสินค้า“เมด อิน ฮ่องกง”ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของเกาะแห่งนี้
เมื่อปี 2562 ฮ่องกงส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐมีมูลค่ารวม 3.7 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง(477.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)หรือ 7.7% ของการส่งออกโดยรวม ซึ่งมีมูลค่า 47.8 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งการส่งออกโดยรวมของฮ่องกง ครอบคลุมถึงของส่งกลับ หรือ (Re-Export) หมายถึง ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว ผู้นำเข้าของนั้นต้องการส่งกลับไปยังต่างประเทศ โดยไม่เปลี่ยนรูปร่างหรือลักษณะประการใดๆ หรือของที่นำเข้ามาเพื่อเป็นของใช้สิ้นเปลืองสำหรับยานพาหนะที่เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อประโยชน์ทางศุลกากรในด้านการควบคุมและหารายได้จากสินค้าที่ส่งออกหรือนำเข้าประเทศ มีมูลค่ารวม 3.99 ล้านล้านดอลลาร์ฮ่องกงเมื่อปีที่แล้ว
“ เอ็ดเวิร์ด เหยา”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของฮ่องกง กล่าวว่า ขณะนี้นโยบายใหม่ของรัฐบาลสหรัฐส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของฮ่องกงยังไม่มากแต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมต่างๆและบริษัทที่พึ่งพาตลาดสหรัฐ อีกทั้งเมื่อเดือนที่แล้ว ฮ่องกง ได้เริ่มกระบวนการต่างๆเพื่อร้องเรียนกฏข้อบังคับติดป้ายสินค้าของสหรัฐต่อองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ซึ่งถือเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 2540 ที่ฮ่องกงร้องเรียนประเทศสมาชิกอื่นในดับเบิลยูทีโอ และหากกรณีพิพาทนี้ไม่สามารถคลี่คลายผ่านการหารือกันภายใน60วัน ฮ่องกงอาจจะเรียกร้องให้ดับเบิลยูทีโอตั้งคณะทำงานขึ้นมาสอบสวนและตัดสินกรณีพิพาทนี้
เหยา ยอมรับว่าการส่งออกสินค้าไปสหรัฐได้รับผลกระทบโดยตรงแต่รัฐบาลฮ่องกงก็ไม่แนะนำให้ผู้ประกอบการติดฉลากสินค้าในลักษณะที่ละเมิดกฏข้อบังคับของดับเบิลยูทีโอ พร้อมทั้งบอกว่าบรรดาผู้ส่งออกต้องคิดถึงประเด็นที่ว่าสินค้าที่ส่งออกไปต้องสอดคล้องกับข้อบังคับต่างๆทางการค้า ซึ่งแน่นอนว่า ผู้ประกอบการไม่เห็นด้วย
พูน กล่าวว่า ความเห็นของเหยา ไม่ได้สะท้อนสถานการณ์ในปัจจุบันในฮ่องกง เพราะขณะนี้ มีการส่งออกอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์จากฮ่องกงไปสหรัฐมากกว่าเมื่อปีที่แล้ว
“หน้ากากอนามัยที่ติดฉลาก”เมด อิน ฮ่องกง“มีความสำคัญอย่างมาก ประเทศตะวันตกมองว่าผลิตภัณฑ์”เมด อิน ไชนา“ไม่ได้มาตรฐาน มีปัญหา พวกเขาจึงเลี่ยงที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เหล่านี้” พูน กล่าว
เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา สเปน ตุรกี และเนเธอร์แลนด์พบว่าอุปกรณ์ทดสอบทางการแพทย์และหน้ากากอนามัยหลายพันชิ้นจากจีนไม่ได้มาตรฐาน แม้ว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะมีใบรับรองคุณภาพ นี่คือเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลหลายประเทศในยุโรปปฏิเสธผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ผลิตในจีน
พูน กล่าวทิ้งท้ายว่า ผลิตภัณฑ์ติดฉลาด“เมด อิน ฮ่องกง”มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพราะในสายตาของผู้ซื้อ ฮ่องกงเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ผลิตหน้ากากที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือมากกว่า





