วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อนามัยโลกถอดบทเรียนโควิดไทย

อนามัยโลกถอดบทเรียนโควิด19ในไทย ชู 6 จุดเด่น 6 ข้อเสนอแนะ เร่งปรับใช้โดยเร็ว รับมือระบาดระลอกต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ “อนุทิน”ประกาศถึงเวลาไทยรุกกลับโควิด อีก 1-2 สัปดาห์เตรียมพิจารณาลดวันกักตัวคนเข้าไทยเหลือ 10 วัน

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มีการแถลงข่าวการถอดบทเรียนร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและองค์การอนามัยโลก(ดับเบิลยูเอชโอ) ในการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์โรคโควิด19 ในประเทศไทย

นพ.แดเนียล เคอร์เทสซ์ ผู้แทนองค์การอามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า การถอดบทเรียนนี้เนื่องจากประเทศไทยรับมือ กับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วง 9 เดือนแรกของการระบาดของโรคโควิด 19 สามารถจำกัดการแพร่ระบาดในระดับชุมชนได้และลดผลกระทบต่อบริการสุขภาพที่จำเป็น

การถอดบทเรียนใช้เครื่องมือมาตรฐานพัฒนาโดยดับเบิลยูเอชโอให้ทุกประเทศนำไปใช้ ดำเนินการถอดบทเรียนเมื่อวันที่ 20 - 24 กรกฎาคม 2563 โดยผู้ประเมินภายนอกจากองค์การอนามัยโลก หน่วยงานขององค์การสหประชาชาติและมหาวิทยาลัยต่างๆ ผู้ให้สัมภาษณ์ ประกอบด้วยผู้กำหนดนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการและบุคลากรทางการแพทย์ พบว่า ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จในการบริหารจัดการสถานการณ์ โควิด19 ในประเทศไทยมี 6 ข้อได้แก่

1.ภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง ได้รับข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุด 2.ระบบบริหารที่ประยุกต์ได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง 3.ระบบการแพทย์และการสาธารณสุขที่แข็งแกร่งมีทรัพยากรพร้อมและทุกคนเข้าถึงได้ 4.ประสบการณ์รับมือการระบาดของโรคติดเชื้อ อาทิ โรคซาร์ส ไข้หวัดนกและไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอช 1 เอ็น 1 5.การสื่อสารสม่ำเสมอและโปร่งใสนำไปสู่การให้ความร่วมมือของภาคประชาชนกับมาตรการป้องกันต่างๆ และ 6. วิธีการแบบบูรณาการทุกภาคส่วนซึ่งรวมถึงการมีส่วนร่วมของภาควิชาการและเอกชน

อย่างไรก็ตาม ดับเบิลยูเอชโอ มี 6 ข้อเสนอแนะหลักประกอบด้วย 1.ข้อมูลที่นำไปสู่การปฏิบัติ ควรมีระบบฐานข้อมูลดิจิตอลใหม่ เพื่อบูรณาการข้อมูลระบาดวิทยา ข้อมูลห้องปฏิบัติการ ข้อมูลทางการแพทย์และการขนส่ง 2.ปกป้องบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย จัดตั้งหน่วยงานระดับประเทศด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ 3.ปรับปรุงการค้นหาผู้ป่วย โดยขยายการเฝ้าระวังโรคโควิด19 เพื่อหนุนเสริมการค้นหาผู้ป่วยและเพื่อติดตามผลกระทบจากโรคระบาด

4.เสริมกำลังคนโดยทบทวนทรัพยากรบุคคลที่ทำงานด้านโรคโควิด 19 เพื่อเทียบเคียงกับความต้องการจริงและรับมือกับการขาดแคลน 5.การกักกันที่ดีระดับโลก จัดตั้งหน่วยงานระดับประเทศที่มีอำนาจในการกักกันโรค เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพและอำนวยการประสานงานระหว่างภาคส่วนต่างๆให้เป็นไปได้สะดวกขึ้นและ 6. เสริมการประสานงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของการตอบสนองต่อสถานการณ์โรคโควิด 19

“ข้อเสนอแนะจากถอดบทเรียน เน้นเรื่องการเสริมสร้างการประสานความร่วมมือ การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและฐานข้อมูล และการเสริมสร้างและปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ การนำข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปปรับใช้อย่างรวดเร็วจะช่วยให้การรับมมือกับสถานการณ์การระบาดในระลอกต่อไปมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”นพ.แดเนียลกล่าว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือประเทศไทยไม่เคยปิดข้อมูลใดๆตั้งแต่ที่พบผู้ติดเชื้อนอกประเทศจีนรายแรกจากนี้ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะเป็นฝ่ายรุกกลับโควิด19 คือรู้ว่าโควิด19มีจุดแข็ง จุดอ่อนอย่างไร แพร่เชื้อและคุกคามสุขภาพคนได้อย่างไร ก็หาวิธีการป้องกันตรงจุดนั้น

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รักษาการอธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่า ในการเสนอศบค.จะเสนอลดวันกักตัวลงเหลือ 10 วัน โดยเริ่มในกลุ่มประเทศเสี่ยงต่ำ เช่น จีน ไต้หวัน นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เป็นต้น เนื่องจากพบว่าการกักตัว 14 วันและ10วัน โอกาสที่ผู้ติดเชื้อจะหลุดรอดมาไม่แตกต่างกัน

ส่วนสถานการณ์ในต่างประเทศ โควิด-19 ยังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วทั่วโลก ติดเชื้อกว่า 37 ล้านคน เสียชีวิตเกิน 1 ล้านคน หลายประเทศที่ควบคุมการระบาดรอบแรกได้ตอนนี้ต้องเจอกับรอบ 2 แล้ว

ในยุโรป เนเธอร์แลนด์ออกคำสั่งล็อกดาวน์บางส่วน ควบคุมการติดเชื้อเพิ่มสูงสุดจุดหนึ่งของยุโรป สั่งปิดบาร์ คาเฟ่ และร้านอาหารทุกแห่ง ผู้ที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไปต้องสวมหน้ากากเมื่ออยู่ในสถานที่ปิด

ที่ฝรั่งเศสประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง มีกำหนดแถลงกลางดึกวันพุธ (14 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ประกาศมาตรการควบคุมที่เข้มงวดขึ้นและการตรวจหาเชื้ออย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ชาวเน็ตเก็งกันว่า ปารีสและอีกหลายๆ เมืองห้ามออกนอกเคหะสถานในยามวิกาล

ในอังกฤษ นายเคียร์ สตาร์เมอร์ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน “แรงงาน” เรียกร้องให้ล็อกดาวน์ตัดวงจรการระบาด 2-3 สัปดาห์เพื่อชะลออัตราการติดเชื้อ พร้อมกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่สนใจมาตรการฉุกเฉินที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำไว้เมื่อวันที่ 21 ก.ย.

อย่างไรก็ตาม นางเทเรซ คอฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและบำนาญอังกฤษ กล่าววานนี้ว่า นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสน ยังไม่ใช้มาตรการล็อกดาวน์เต็มรูปแบบทั่วประเทศ แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากหัวหน้าพรรคแรงงาน

อิตาลี ออกระเบียบใหม่ที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ควบคุมไม่ให้โควิดกลับมาอีกรอบ เช่น ห้ามจัดปาร์ตี้ งดการแข่งขันฟุตบอลสมัครเล่น ห้ามรับประทานอาหารในบาร์ยามค่ำคืน

ด้านนายกรัฐมนตรีมาแตอุช มอราวีแยตสกี ของโปแลนด์ เป็นคนดังรายล่าสุดที่ต้องกักตัว หลังติดต่อกับผู้ติดเชื้อรายหนึ่ง

ขณะที่จีนสั่งตรวจหาเชื้อประชากรทุกคนในเมืองชิงเต่า หลังพบผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งเมื่อวันอาทิตย์ (11 ต.ค.) ถึงวานนี้ (14 ต.ค.) ตรวจแล้วกว่า 4 ล้านคน นับถึงบ่ายวันอังคาร (13 ต.ค.) ทราบผลแล้ว 1.9 ล้านคน ทางการเผยว่า ยังไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มเติม ทั้งนี้ จีนตั้งใจตรวจเชื้อทั้งชิงเต่า ที่มีประชากรราว 9.4 ล้านคนให้เสร็จสิ้นภายในวันพฤหัสบดี (15 ต.ค.)

ส่วนความหวังที่จะได้วัคซีนอย่างรวดเร็วต้องอ่อนแรงลงเล็กน้อยเมื่อบริษัทยาสหรัฐ “เอลี ลิลลี” เผยว่า ระงับการทดลองรักษาด้วยแอนติบอดีระยะ 3 เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย นับเป็นบริษัทที่ 2 ในรอบไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังจากจอห์นสันแอนด์จอห์นสันประสบปัญหาคล้ายๆ กันจากการทดลองวัคซีนเฟสสุดท้าย

แม้การทดลองวัคซีนต้องหยุดชะงักลงไปบ้าง ธนาคารโลกยังอนุมัติเงิน 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ให้ประเทศกำลังพัฒนาใช้ซื้อและแจกจ่ายวัคซีน ตรวจหาเชื้อ และการรักษา

ความเคลื่อนไหวของธนาคารโลกเกิดขึ้นหลังจากองค์กรการกุศล “ออกซ์แฟม” เตือนให้ระวัง “ความอดอยากจากโควิด” เนื่องจากประชาคมโลกแก้ปัญหาความไม่มั่นคงด้านอาหารของโลกน้อยมาก

ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศกล่าวว่า แม้เศรษฐกิจถดถอยผลพวงจากโควิดรุนแรงน้อยกว่าที่กลัวกันตอนแรก แต่จีดีพีโลกยังคงหดตัว 4.4% การฟื้นตัวต้องใช้เวลาอีกนาน เป็นการฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียมกัน และความไม่แน่นอนสูง