ผลศึกษาล่าสุดบ่งชี้ ชาติสมาชิกอาเซียนกำลังเผชิญหน้ากับความเหลื่อมล่้ำด้านปัญญาประดิษฐ์(เอไอ) ที่อาจจะเพิ่มรายได้ให้แก่ระบบเศรษฐกิจของกลุ่มได้มากถึง1 ล้านล้านดอลลาร์เหตุการลงทุนด้านนี้ต่ำมาก โดยเฉพาะเวียดนามและฟิลิปปินส์
ผลศึกษาใหม่ของเคียร์นีย์ บริษัทที่ปรึกษาสัญชาติสหรัฐ และอีดีบีไอ หน่วยงานด้านการลงทุนของอีโคโนมิค ดิวิล็อปเมนท์ บอร์ดของทางการสิงคโปร์ ระบุว่า เทคโนโลยีเอไอจะช่วยให้เศรษฐกิจของอาเซียนขยายตัวมากกว่านี้ ถ้าหากทุกประเทศสามารถลดช่องว่างการลงทุนด้านนี้ของกลุ่มอาเซียนทั้ง10ประเทศ ที่ทำให้เอไอของกลุ่มอาเซียนตามหลังสหรัฐและจีนประมาณ2-3ปี และถ้าอาเซียนมีการลงทุนด้านเอไอเพิ่มขึ้น จะมีรายได้เพิ่มเกือบ1 ล้านล้านดอลาร์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ภายในปี 2573
บาซิล ลุย หุ้นส่วนด้านการลงทุนจากอีดีบีไอ มีความเห็นว่า การพัฒนาด้านเอไอของอาเซียนยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะตามทันสหรัฐ โดยการลงทุนด้านเอไอของบริษัทต่างๆในสหรัฐเฉลี่ยอยู่ที่ 155 ดอลลาร์ต่อหัวประชากร ส่วนในอาเซียนอยู่ที่ประมาณ 2 ดอลลาร์ต่อหัวประชากรในช่วงปี 2558 และ2562 ส่วนจีน ซึ่งมีประชากรมากกว่า ตัวเลขด้านการลงทุนด้านเอไออยู่ที่ 21ดอลลาร์ ในปี 2562
ผลศึกษาชิ้นนี้ บรรดานักวิจัยได้สำรวจผู้ใช้เอไอ ผู้จัดหาเอไอและนักลงทุนจำนวนกว่า 110 คน พร้อมทั้งสัมภาษณ์ตัวแทนจากบริษัทต่างๆและหน่วยงานรัฐบาลกว่า 25แห่ง ทั่วทั้งภูมิภาค ครอบคลุมด้านต่างๆ รวมทั้ง แมชชีน เลิร์นนิง ระบบการทำงานอัตโนมัติของหุ่นยนต์ หุ่นยนต์อัจฉริยะ แชทบ็อท เวอร์ชวลเรียลิตี้ ภาพจากคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่แปลงเสียงพูดเป็นตัวอักษร
ในบรรดาชาติสมาชิกอาเซียนทั้ง10ประเทศ สิงคโปร์มีการลงทุนด้านเอไอมากที่สุดคือ 68 ดอลลาร์ต่อหัวประชากรเมื่อปีที่แล้ว แต่ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนามและฟิลิปปินส์ มีการลงทุนด้านนี้ไม่ถึง 1 ดอลลาร์ต่อหัวประชากร





