ดัชนีดาวโจนส์ ปิดตลาดวันจันทร์ (14ก.ย.)ทะยานกว่า 300 จุด ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีนำตลาดหุ้นวอลล์สตรีทดีดตัวขึ้นในวันนี้ หลังจากที่ร่วงลงในสัปดาห์ที่แล้ว
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวขึ้น 327.69 จุดหรือ 1.2% ปิดที่ 27,993.33 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 1.3% หรือ 42.57 จุด ปิดที่ 3,383.54 จุด และดัชนีแนสแด็ก ทะยาน 1.9% หรือ 203.11 จุด ปิดที่ 11,056.65 จุด
การดิ่งลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในสัปดาห์ที่แล้ว ส่งผลให้ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ร่วงลง 2.5% ซึ่งเป็นการปรับตัวรายสัปดาห์ที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย. ส่วนดัชนีแนสแด็กทรุดตัวลง 4% ซึ่งเป็นการร่วงลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.
ราคาหุ้นแอ๊ปเปิ้ล อิงค์พุ่งขึ้นเกือบ 3% ในวันนี้ ก่อนที่บริษัทจะจัดแอ๊ปเปิ้ลอีเวนต์ในวันอังคาร ตามเวลาสหรัฐ
ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าแอ๊ปเปิ้ลจะเปิดตัวแอ๊ปเปิ้ล วอทช์และไอแพดรุ่นใหม่ ส่วนไอโฟน12 จะมีการเปิดตัวในเดือนต.ค.
การดีดตัวของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในวันนี้ ยังได้แรงหนุนจากกระแสการควบรวมกิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาด
บริษัทออราเคิล คอร์ป ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ทางบริษัทสามารถบรรลุข้อตกลงกับบริษัทไบต์แดนซ์เป็นบริษัทแม่ของติ๊กต็อก (TikTok) ในการซื้อกิจการ TikTok ในสหรัฐ แต่ข้อตกลงดังกล่าวยังต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐบาลสหรัฐ
ด้านนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐจะพิจารณาข้อตกลงดังกล่าวในสัปดาห์นี้
ส่วนบริษัท กิลเลียด ไซแอนเซส (Gilead Sciences) บรรลุข้อตกลงเข้าซื้อกิจการของบริษัทอิมมูโนเมติควงเงินราว 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์
ด้านบริษัทเอ็นวิเดีย( Nvidia) ซึ่งเป็นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐ ได้ตกลงซื้อกิจการอาร์ม โฮลดิงส์จากบริษัทซอฟต์แบงก์ กรุ๊ป คอร์ป ของญี่ปุ่น ในวงเงิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์
ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากการที่บริษัทแอสตร้าเซนเนก้า ซึ่งเป็นผู้ผลิตยารายใหญ่ของอังกฤษ จะกลับมาทดลองวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ในเฟส 3 อีกครั้ง หลังจากที่ได้ระงับโครงการไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากอาสาสมัครรายหนึ่งมีอาการอักเสบที่ระบบประสาทในไขสันหลังอย่างรุนแรง หลังจากได้รับการฉีดวัคซีนดังกล่าว
นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทยังคงมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ขณะที่คาดการณ์ผลประกอบการสดใส และได้รับปัจจัยบวกจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ และความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19
นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 15-16 ก.ย.นี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ที่ประชุมเฟดจะให้รายละเอียดมากขึ้นเกี่ยวกับ “เป้าหมายเงินเฟ้อเฉลี่ย” ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ได้กล่าวถึงในการประชุมประจำปีที่เมืองแจ็กสัน โฮล เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งถือเป็นการประกาศปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินครั้งสำคัญ
ทั้งนี้ นายพาวเวลระบุว่า เฟดจะเปลี่ยนแปลงแนวทางในการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ โดยจะเปิดทางให้เงินเฟ้อดีดตัวขึ้นมากกว่าเดิมเพื่อสนับสนุนตลาดแรงงานและเศรษฐกิจสหรัฐ
นายพาวเวลกล่าวว่า เฟดจะใช้เครื่องมือใหม่ที่เรียกว่า “เป้าหมายเงินเฟ้อเฉลี่ย” ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อมีความยืดหยุ่น และสามารถดีดตัวขึ้นเหนือ 2% แทนที่จะกำหนดเป้าหมายตายตัวที่ 2%
การประกาศปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินดังกล่าว ส่งผลให้เฟดมีแนวโน้มน้อยลงที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่ออัตราว่างงานลดลง ตราบใดที่อัตราเงินเฟ้อไม่ได้ดีดตัวขึ้น ขณะที่ก่อนหน้านี้ เฟดมีความเชื่อว่าอัตราว่างงานต่ำจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นจนถึงขีดอันตราย ทำให้เฟดดำเนินการล่วงหน้าด้วยการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่อาจก่อตัวขึ้น





