วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ตามคาด! 'รีพับลิกัน' เสนอชื่อ 'ทรัมป์' ชิงเก้าอี้ปธน.สหรัฐเป็นทางการ

พรรค "รีพับลิกัน" เสนอชื่อ "โดนัลด์ ทรัมป์" ชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐตามคาด โดยจะประชันกับ "โจ ไบเดน" จากพรรคเดโมแครต ในศึกเลือกตั้งเดือน พ.ย.นี้ ขณะที่นักวิเคราะห์เตือน ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทจะทรุดหนัก หากทรัมป์แพ้เลือกตั้ง

พรรครีพับลิกัน ประกาศเสนอชื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวแทนของพรรคเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการ ในการประชุมใหญ่ของพรรคเมื่อวันจันทร์ (24 ส.ค.)

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นในรัฐนอร์ทแคโรไลนา โดยจะใช้เวลา 4 วัน และไฮไลต์จะอยู่ที่การกล่าวสุนทรพจน์ของนายทรัมป์ที่ทำเนียบขาวในวันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) เพื่อตอบรับการเสนอชื่ออีกสมัย

ขณะนี้ ผลการสำรวจของทุกสำนักต่างฟันธงว่า นายโจ ไบเดน ตัวแทนพรรคเดโมแครต จะมีชัยชนะเหนือประธานาธิบดีทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 3 พ.ย.นี้ และหากนายทรัมป์ประสบความพ่ายแพ้จริง ก็จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกที่ดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียว นับตั้งแต่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช ซึ่งพ่ายแพ้ต่ออดีตประธานาธิบดีบิล คลินตันจากพรรคเดโมแครตในปี 2535

อย่างไรก็ดี ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาให้บทเรียนว่าโพลต่าง ๆ ไม่ได้รับประกันว่าผลจะออกมาตามที่มีการสำรวจไว้ ซึ่งจะเห็นได้จากการทำโพลเมื่อ 4 ปีที่แล้วที่ทุกสำนักต่างฟันธงว่า ฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครตจะคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย และจะเป็นสตรีคนแรกที่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ แต่ผลสุดท้าย นายทรัมป์กลับเป็นฝ่ายชนะ ทั้ง ๆ ที่เขาตกเป็นรองมาโดยตลอดในการสำรวจความนิยมของชาวอเมริกัน

นอกจากนี้ บรรดานักวิเคราะห์เตือนว่า ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทจะทรุดตัว หากนายไบเดนคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้ จากการที่เขามีนโยบายเพิ่มภาษีคนรวยเพื่อช่วยคนจน 

ก่อนหน้านี้ นายไบเดนประกาศช่วงหาเสียงว่า จะยกเลิกมาตรการปรับลดอัตราภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ ด้วยการปรับขึ้นอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสู่ระดับ 28% จากเดิมที่นายทรัมป์ปรับลดจาก 35% สู่ระดับ 21% ในปัจจุบัน และจะปรับเพิ่มภาษีของครัวเรือนที่มีรายได้มากกว่า 400,000 ดอลลาร์ต่อปี โดยมีการคาดการณ์ว่าการปรับขึ้นภาษีดังกล่าวจะช่วยให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น 4 ล้านล้านดอลลาร์ภายในเวลา 10 ปี

นอกจากนี้ นายไบเดนเผยว่า จะเพิ่มการลดหย่อนภาษีสำหรับชนชั้นกลาง และให้เงินอุดหนุนภาษีสำหรับการเลี้ยงดูบุตรมากขึ้น