ประธานาธิบดี "โดนัลป์ ทรัมป์" แสดงความประสงค์ร่วมมือกับจีนและประเทศอื่นๆ นำวัคซีนโควิดที่ประสบความสำเร็จมาใช้ในสหรัฐ แม้ว่าความตึงเครียดระหว่างปักกิ่งกับวอชิงตันทวีขึ้นทุกขณะก็ตาม
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ แถลงที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร (21 ก.ค.) ตอบข้อซักถามที่ว่า ไม่ว่าจีนจะเป็นประเทศแรกที่พัฒนาวัคซีนได้หรือไม่ก็ตาม รัฐบาลของเขาจะร่วมมือกับจีนทำวัคซีนเพื่อคนอเมริกันหรือไม่ ?
“เรายินดีร่วมมือกับใครก็ได้ ที่ทำให้เราได้ผลลัพธ์ที่ดี” ประธานาธิบดีสหรัฐแสดงความเห็น 1 วันหลังจากคณะนักวิจัยเผยว่า วัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทแคนซิโนของจีน ร่วมกับหน่วยวิจัยกองทัพจีน ได้ผลปลอดภัยและสร้างภูมิคุ้มกันโควิดได้ในผู้ทดลองส่วนใหญ่ระหว่างการศึกษาในขั้นกลาง
แคนซิโน เป็นวัคซีนตัวเลือกหนึ่งในไม่กี่ตัวที่ให้ผลดีในการทดลองขั้นต้นกับมนุษย์ วัคซีนอื่นๆ ที่เร่งทดลองทางคลินิก เช่น วัคซีนของโมเดิร์นนาบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพสหรัฐ และบริษัทไบโอเอ็นเทคของเยอรมนี ที่เป็นพันธมิตรกับไฟเซอร์ บริษัทยาอเมริกัน รวมทั้งวัคซีนที่พัฒนาโดยคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดร่วมกับแอสตร้าเซนเนก้า บริษัทยาสัญชาติอังกฤษ-สวีเดน ที่เพิ่งเผยผลการทดลองขั้นต้นและขั้นกลางในวันจันทร์ (20 ก.ค.) ได้ผลดี
ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวหามาตลอดว่า จีนล้มเหลวในการจัดการกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต้นกำเนิดจากเมืองอู่ฮั่น จนมาระบาดทั่วสหรัฐ คร่าชีวิตชาวอเมริกันกว่า 140,000 คน ทำให้ต้องเร่งพัฒนาวัคซีน
ทรัมป์เตือนด้วยว่า การระบาดน่าจะแย่ลงก่อนดีขึ้น
“ผมไม่อยากพูดแบบนี้เลย แต่ก็เป็นแบบนั้นจริงๆ นั่นคือสิ่งที่เราเจอ คุณดูสิ ระบาดไปทั่วโลกเลย”
ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ ชาวอเมริกันติดโควิด-19 กว่า 3.8 ล้านคน เสียชีวิตอย่างน้อย 141,118 คน
เมื่อวันจันทร์ (20 ก.ค.) รัฐเท็กซัสและฟลอริดา ทำสถิติผู้เสียชีวิตรายวันสูงสุดในรอบ 7 วัน ส่วนตัวเลขผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลพุ่งขึ้นใน 34 รัฐทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม การรับมือโควิดของประธานาธิบดีทรัมป์ถูกตรวจสอบมากขึ้นด้วย ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่่ผ่านมา ทรัมป์ไม่ให้ความสำคัญกับภัยคุกคามจากไวรัส โดยบอกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ที่พุ่งสูงขึ้นเป็นเพราะการตรวจหาเชื้อเพิ่มขึ้น ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อแย้งข้ออ้างดังกล่าว ระบุ อัตราผู้ตรวจเชื้อได้ผลเป็นบวก เข้าโรงพยาบาล และเสียชีวิตยังคงสูงในบางรัฐ
ตัวแบบคำนวณไวรัสตัวแบบหนึ่งที่ทำเนียบขาวเคยอ้าง ตอนนี้คาดการณ์ว่า ชาวอเมริกันจะเสียชีวิตเพราะโควิด กว่า 220,000 คนภายในวันที่ 1 พ.ย. เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ในหลายพื้นที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ หลังยกเลิกข้อจำกัดที่เคยใช้ควบคุมไวรัส
แต่ประธานาธิบดีทรัมป์อวดถึงการตรวจหาเชื้อโควิดของประเทศ ระบุ สหรัฐตรวจมากกว่าประเทศใดๆ ในโลก เกือบ 50 ล้านครั้ง
“เราตรวจหาเชื้ออย่างมหาศาล และจะตรวจเพิ่มอีก ผมไม่คิดว่าจะมีประธานาธิบดีคนไหน รัฐบาลไหน ทำสำเร็จมากเช่นนี้”
ส่วนที่ ออสเตรเลีย วานนี้ (22 ก.ค.) รายงานจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 502 คน เกือบ 4 เดือนหลังจากที่เคยระบาดสูงสุดครั้งก่อน 459 คน เมื่อวันที่ 28 มี.ค.
ผู้ติดเชื้อใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐวิกตอเรีย ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ที่ทางการพยายามควบคุมการระบาดในเมืองเมลเบิร์น เมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ แม้ว่าจะปิดเมืองไปเกือบ 2 สัปดาห์แล้วก็ตาม
ภาพรวมทั้งประเทศ ออสเตรเลียมีผู้ติดเชื้อสะสมเกือบ 13,000 คน เสียชีวิต 128 คน จากจำนวนประชากรราว 25 ล้านคน
ตั้งแต่เที่ยงคืนวันพุธ ชาวเมลเบิร์นต้องสวมหน้ากากเมื่อออกนอกบ้าน กลายเป็นที่แรกของออสเตรเลียที่บังคับปกปิดใบหน้าในที่สาธารณะ ถือเป็นความพยายามใหม่ในการชะลอการแพร่ระบาด
นายกรัฐมนตรีแดเนียล แอนดรูวส์ แห่งรัฐวิกตอเรีย ประกาศว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมากกว่านี้ เมื่อผลการวิเคราะห์ระบุว่า ประชาชนเกือบ 9 ใน 10 ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าติดโควิด ไม่ได้กักตัวเองระหว่างเจ็บป่วยและตรวจเชื้อ
ผู้ป่วยใหม่เกินครึ่งไม่ยอมอยู่บ้านระหว่างรอผลตรวจ ทางการเชื่อว่า เงื่อนไขการทำงานที่ไม่เอื้อให้ลาป่วยเป็นปัจจัยสำคัญทำให้คนออกนอกบ้าน
แอนดรูวส์กล่าวว่า พนักงานชั่วคราวที่ลาป่วยไม่ได้รับค่าจ้าง หากติดโควิดสามารถยื่นขอเงินช่วยเหลือ 1,500 ดอลลาร์ออสเตรเลียได้
ขณะนี้มีการกังวลกันมากว่าไวรัสจะกระจายไปในประชากรกลุ่มเสี่ยง หลังจากเกิดการระบาดในบ้านพักคนชราหลายแห่ง รวมทั้งในเรือนจำที่ผู้คุมนายหนึ่งตรวจหาเชื้อได้ผลเป็นบวก ทั้งหมดนี้บั่นทอนความหวังว่าเศรษฐกิจออสเตรเลียจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว





