การระบาดของโควิด-19 ที่กำลังทำให้บริษัทหลายแห่งในอาเซียนขาดเงินสดหมุนเวียนในมือ และสร้างความยุ่งยากในการใช้คืนหนี้สินให้ธนาคาร ทำให้ธนาคารจำนวนมากในภูมิภาค มีความเสี่ยงสูงต้องรับมือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ไหลทะลักและสูงเป็นประวัติการณ์
ธนาคารโอเวอร์ซี-ไชนีส แบงก์กิ้ง คอร์ป (โอซีบีซี) ซึ่งมีฐานดำเนินงานอยู่ในสิงคโปร์ เปิดเผยวานนี้ (8 พ.ค.) ว่า กำไรสุทธิไตรมาสแรก สิ้นสุดปลายเดือน มี.ค.หายไป 43% เหลือ 698 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (495 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และยังต้องจ่ายค่าใช้จ่ายโดยรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 165% เป็น 657 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ จาก 249 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปีก่อนหน้านี้ เพราะค่าพลังงานและเงื่อนไขทางเศรษฐกิจเลวร้ายลง
“เรามีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลกำไรลดลงอย่างมาก” ซามูเอล เซียน ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ)โอซีบีซี กรุ๊ป กล่าวและว่า ขณะนี้สัดส่วนหนี้เอ็นพีแอลของธนาคารยังคงอยู่ที่ 1.5% แต่คาดว่าท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ตอนนี้ สัดส่วนเอ็นพีแอลของธนาคารน่าจะเพิ่มขึ้นระหว่าง 2.5% ถึง 3.5%
เมื่อเดือน เม.ย. บริษัทจัดอันดับชั้นนำของโลกอย่างมูดีส์ เริ่มหั่นเรทติ้งแนวโน้มแบงก์ในอาเซียน แม้ว่ารัฐบาลหลายประเทศจะพยายามอย่างหนักด้วยการใช้มาตรการมากมายเพื่ออุ้มธุรกิจต่างๆ เอาไว้
“ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและตลาดที่มีสาเหตุมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะกดดันกิจกรรมทางธุรกิจ และเพิ่มความเสี่ยงแก่สินทรัพย์ของธนาคารต่างๆ ในภูมิภาคนี้” มูดีส์ ระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 เม.ย.
ด้าน “วิลสัน เตียว” ผู้จัดการแผนกดูแลลูกค้าประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ของบริษัทรีฟินิทีฟ ผู้ให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับตลาดเงิน กล่าวว่า “การระบาดของโควิด-19 ทำลายความเชื่อมั่นในตลาดและเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะถดถอย ขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงในการกู้ยืมระหว่างแบงก์ด้วย”
ขณะที่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่เผยแพร่เมื่อเดือน เม.ย. คาดการณ์ว่าจีดีพีของ 5 ชาติเศรษฐกิจใหญ่สุดในกลุ่ม 10 ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อันได้แก่ อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม จะหดตัวประมาณ 0.6% ในปีนี้ พร้อมทั้งประเมินว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของ 5 ชาติ
ธนาคารใหญ่สุด 4 แห่งในประเทศไทย คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารกสิกรไทย ซึ่งมีสัดส่วนเอ็นพีแอลค่อนข้างสูงคือระหว่าง 3.2% และ 4.4%
ต่างปรับเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจและเตรียมพร้อมรับมือกับเอ็นพีแอลที่จะเพิ่มขึ้น เพราะการล้มละลายของบริษัทต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
นับจนถึงวันที่ 31 มี.ค. ธนาคารทั้ง 4 แห่งของไทย ตั้งสำรองคิดเป็นมูลค่ารวม 87.6 พันล้านบาท (2.7 พันล้านดอลลาร์) เพิ่มขึ้น 24.3% จากช่วงปลายปี 2562 โดยธนาคารไทยพาณิชย์ตั้งสำรองมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในสัดส่วน 52.7%
“การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคนและส่งผลกระทบต่อภาคเอกชน และยังสร้างความท้าทายแก่ภาคธนาคารด้วย ทั้งในแง่ของรายได้และคุณภาพสินทรัพย์” อาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประธานกรรมการบริหาร กรรมการกำกับความเสี่ยง และกรรมการเทคโนโลยีธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าว
ขณะที่ “ดอน นาครทรรพ” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคธนาคารมีเงินทุนมากพอที่จะรับมือกับปริมาณเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้น และเพียงพอสำหรับการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีสาเหตุมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
อย่างไรก็ตาม “ฟิทช์ เรทติ้งส์” ได้หั่นเครดิต 3 แบงก์ใหญ่คือ กรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ สู่ระดับ BBB จาก BBB+ เพราะผลพวงจากโรคโควิด-19 ที่ฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และฉุดรายได้แบงก์โดยคาดว่าจะนานถึง 2 ปี พร้อมทั้งกดคุณภาพสินเชื่อให้แย่ลง
ส่วนในสิงคโปร์ ดีบีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง ธนาคารใหญ่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แจงกำไรสุทธิในไตรมาสแรกอยู่ที่ 1.17 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ลดลงจากปีก่อน 29% เช่นเดียวกับธนาคารยูโอบี ที่เปิดเผยรายได้สุทธิอยู่ที่ 855ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ลดลง 19%
ขณะที่อินโดนีเซีย ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดในอาเซียน ถูกสถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลกอย่างมูดีส์ หั่นเรทติ้งแนวโน้มระบบธนาคารในประเทศเป็นติดลบ โดยให้เหตุผลว่าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจจะทำให้ความต้องการถ่านหินและน้ำมันปาล์มลดลง ซึ่งทั้งสองอย่างนี้คือสินค้าส่งออกหลักที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศ
“การปล่อยกู้ที่เกี่ยวเนื่องกับสินทรัพย์จากสินค้าโภคภัณฑ์มีความเสี่ยงมากขึ้น และความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกจะอ่อนแอลง ขณะที่กระแสเงินทุนยังคงไหลออกจากอินโดนีเซียและจะเพิ่มแรงกดดันให้แก่ค่าเงินรูเปี๊ยะห์ ส่งผลกระทบต่อการกู้ยืมด้วยเงินสกุลดอลลาร์ที่ไม่มีการประกันความเสี่ยง แต่ถึงแม้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่ก็มองว่าระบบธนาคารของอินโดนีเซียสามารถรับมือได้” แถลงการณ์ของมูดีส์ ระบุ
สำหรับมาเลเซีย มูดีส์ให้แนวโน้มแง่ลบแก่ระบบธนาคารของมาเลเซียเช่นกัน โดยระบุว่า ความเสี่ยงด้านสินทรัพย์ของธนาคารจะทำให้ธนาคารมีโอกาสทำกำไรน้อยลงท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในขณะนี้ ส่วนฟิทช์ เรตติ้ง ก็หั่นอันดับความน่าเชื่อถือธนาคารมาลายัน แบงก์กิ้ง (เมย์แบงก์)ของมาเลเซีย และธนาคารHong Leong
“แม้รัฐบาลของหลายประเทศในอาเซียนจะออกมาตรการมากมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและทำให้อุตสาหกรรมธนาคารในประเทศรู้สึกผ่อนคลายไปได้บ้าง แต่ธนาคารต่างๆ ยังคงรู้สึกกังวลอย่างมากเกี่ยวกับปัญหาหนี้เสียที่จะเพิ่มขึ้น ปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ที่ด้อยลง อัตราดอกเบี้ยขาลง และภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ” นักวิเคราะห์จากเมย์แบงก์ กิมเอ็ง ให้ความเห็น





