เมื่อสายการบินเวอร์จิน แอตแลนติก ทนพิษบาดแผลจากการขาดรายได้ ผลพวงของพิษโควิด-19 ที่ส่งแรงสะเทือนถึงอุตสาหกรรมการเดินทางและสายการบิน จนทำให้ในที่สุดต้องลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ ตัดสินใจลดพนักงาน 3,150 คน และย้ายฐานบัญชาการทางธุรกิจ
การคุมเข้มด้านการเดินทางของทุกประเทศทั่วโลก ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นเหมือนฝันร้ายของทุกบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมการเดินทาง รวมถึงสายการบินทุกแห่งที่ต้องหยุดให้บริการชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น สิ่งที่ตามมาคือการขาดรายได้ เมื่อขาดรายได้เป็นระยะเวลานาน สายการบินก็ขาดสภาพคล่อง หรือขาดแคลนเงินสดหมุนเวียนสำหรับบริหารธุรกิจรายวัน ที่พึ่งสุดท้ายคือ การลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ และลดขนาดธุรกิจ
สายการบินเวอร์จิน แอตแลนติก ของริชาร์ด แบรนสัน เจ้าของอาณาจักรธุรกิจเวอร์จิน เคยกล่าวไว้ในช่วงเปิดตัวสายการบินว่า วิธีที่เร็วที่สุดในการเป็นมหาเศรษฐี คือต้องเริ่มต้นทำตัวเป็นมหาเศรษฐีพันล้าน แต่ตอนนี้สายการบินของเขามีชะตากรรมไม่ต่างอะไรกับบรรดาสายการบินอื่นๆ ทั่วโลก คือขาดรายได้เข้ามาจุนเจือจนต้องตัดสินใจลดพนักงาน 3,150 คน และย้ายฐานบัญชาการทางธุรกิจที่อยู่ในสนามบินแกตวิกของกรุงลอนดอนมาไว้ที่สนามบินฮีธโรว์ ในกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นสนามบินที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดอันดับ 2 ของโลกแทน
“การตัดสินใจที่จะลดจำนวนพนักงานประมาณ 3,150 คนของสายการบินเวอร์จิน แอตแลนติก ซึ่งมีฐานดำเนินงานอยู่ในกรุงลอนดอน จะทำให้สายการบินมีขนาดเล็กลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และขณะนี้สายการบินไม่ได้รอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล หรือรอเงินทุนจากนักลงทุนที่สนใจลงทุนในธุรกิจการบินเท่านั้น แต่จำเป็นต้องมีเงินสดสำรอง หากต้องการเอาตัวรอดจากวิกฤติครั้งนี้ให้ได้” อเล็กซ์ มาเชอราส นักวิเคราะห์ด้านการบินพลเรือนให้ความเห็น
การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้สายการบินจำนวนมากต้องตัดสินใจยกเลิกการให้บริการชั่วคราว ขณะที่มาตรการล็อกดาวน์และการปิดพรมแดนระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ตลาดการเดินทางทางอากาศล่มสลายเลยก็ว่าได้ ผลพวงที่ตามมาคือ คนตกงานหลายพันคน เช่น กรณีของสายการบินบริติช แอร์เวย์ส ที่ประกาศลดพนักงาน 12,000 คน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งการปรับลดพนักงานเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างและแก้ปัญหาคนล้นงาน โดยบริษัทคาดการณ์ด้วยว่า ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าปริมาณผู้โดยสารจะกลับสู่ระดับเดียวกับในปี 2562
“เราเผชิญมรสุมหลายลูกมาก ตั้งแต่เริ่มให้บริการเที่ยวบินแรกเมื่อ 36 ปีก่อน แต่ไม่มีครั้งไหนที่เลวร้ายเท่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้ผู้คนเสียชีวิตจำนวนมากและเปลี่ยนแปลงวิธีชีวิตของคนทั่วทั้งโลก แต่เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดและสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างยั่งยืน เราต้องเลือกลดต้นทุน รักษากระแสเงินสด และปกป้องตำแหน่งงานที่เหลือไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้” ไช่ เวสส์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) เวอร์จิน แอตแลนติก กล่าว
สายการบินเวอร์จิน แอตแลนติก มีบริษัทเวอร์จิน กรุ๊ป ของแบรนสันถือหุ้นในสัดส่วน 51% ส่วนหุ้นอีก 49% ถือครองโดยสายการบินเดลต้า แอร์ไลน์ของสหรัฐและช่วงเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในสหรัฐนั้น แบรนสัน ได้ส่งอุปกรณ์ป้องกันร่างกายส่วนบุคคลจำนวนมากจากเอเชียไปให้รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนผู้ว่าการรัฐต้องออกมาประกาศให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของโรคนี้
แต่ไม่ได้มีแค่สายการบินเท่านั้นที่ประสบปัญหา ผู้ผลิตเครื่องบินอย่างแอร์บัส ของฝรั่งเศส ก็ประกาศยอดขาดทุนสุทธิ 481 ล้านยูโรในไตรมาส 1 ปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งบริษัทมีกำไรสุทธิ 40 ล้านยูโร
ส่วนรายได้ในไตรมาส 1 ร่วงลง 15% สู่ระดับ 1.063 หมื่นล้านยูโร ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานหลังการปรับปรุงลดฮวบ 49% เหลือ 281 ล้านยูโรในไตรมาสเดียวกัน ซึ่งแอร์บัสระบุว่า สาเหตุที่ทำให้บริษัทขาดทุนในไตรมาส 1 ปีนี้ มาจากอุปสงค์ทั่วโลกที่ทรุดตัวลงอย่างหนัก เนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และแอร์บัส ยังระบุว่า บริษัทจะไม่เปิดเผยรายงานคาดการณ์ผลประกอบการสำหรับปีงบการเงิน 2563 เนื่องจากแนวโน้มทางธุรกิจยังไม่ชัดเจน
ด้าน “ไดอานา ฮอลแลนด์” ผู้ช่วยเลขานุการของสหภาพแรงงาน “ยูไนท์” เรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมการบินพลเรือนในประเทศ
“เราค่อนข้างวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดกับสนามบินแกตวิก และเศรษฐกิจท้องถิ่นหลังจากเวอร์จิน แอตแลนติกลดพนักงานจำนวนมาก เนื่องจากสหราชอาณาจักรมีสายการบินและมีบริษัทด้านอากาศยานระดับโลกจำนวนมาก ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการเยียวยาจากการระบาดของโรคโควิด-19” ฮอลแลนด์ กล่าว





