วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่องแผนเปิดอเมริกา 3 เฟส

เมื่อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ระบาดมาได้ระยะหนึ่ง จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเลยจุดสูงสุดก็ถึงคราที่รัฐบาลหลายประเทศจำต้องพิจารณาผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง สหรัฐก็เช่นเดียวกัน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงเมื่อวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.) ถึงแนวทางการค่อยๆ เปิดเศรษฐกิจเพื่อให้ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ 

การล็อคดาวน์เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของสหรัฐ ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก ส่งผลให้ประชาชน 22 ล้านคนต้องตกงาน แต่ในเดือน พ.ย.นี้ทรัมป์ต้องลงเลือกตั้งประธานาธิบดีวาระ 2 เขาจึงต้องรีบยกเลิกล็อคดาวน์ แม้ว่าผู้ว่าการรัฐจำนวนมากรวมถึงผู้นำต่างแดนเกรงว่า การรีบผ่อนคลายข้อจำกัดหายเป็นเหตุให้ประชาชนต้องเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยืนยัน “ตามข้อมูลล่าสุด ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราเห็นพ้องกันว่า เราสามารถเริ่มสงครามแนวรบใหม่ เราจะเปิดประเทศ”

สหรัฐเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 มากที่สุด เกือบ 33,000 คนจากเกือบ 144,000 คนทั่วโลก แต่ทรัมป์อ้างว่า บางรัฐไม่ได้รับผลกระทบใดๆ แล้ว สามารถเปิด “พรุ่งนี้ได้” ด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ ทำเนียบขาวร่างแผนเปิดประเทศ “3 เฟส” ขึ้นอยู่กับผู้ว่าการรัฐตัดสินใจอนุญาตให้คนรวมตัวกันได้มากน้อยแค่ไหน โดยพิจารณาจากทำเลที่ตั้งและการติดเชื้อ

เว็บไซต์ซีเอ็นบีซีรายงานว่า แผน “เปิดอเมริกาอีกครั้ง” ความยาว 18 หน้ากำหนดเงื่อนไขในการอนุญาตให้พนักงานกลับไปทำงานได้ แต่การตัดสินใจยกเลิกข้อจำกัดสุดท้ายอยู่ที่ผู้ว่าการรัฐ

ก่อนจะเข้าสู่เฟส 1 แนวทางปฏิบัติกำหนดว่า จำนวนผู้ติดเชื้อ ผู้ตรวจหาเชื้อแล้วได้ผลเป็นบวก หรือผู้มีอาการไข้หรือคล้ายโควิด-19 ในรัฐหรือเขตนั้นจะต้องมีแนวโน้มลดลง และควรมีโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพทดสอบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่มีความเสี่ยง เช่น การทดสอบแอนติบอดี้อุบัติใหม่

รายละเอียดของแผนระยะเวลาเฟสละ 14 วัน ได้แก่ 

เฟส 1 ห้ามการรวมกลุ่มนอกเคหะสถานเกิน 10 คน ขอความร่วมมือประชาชนงดออกนอกเคหสถานหากไม่จำเป็นโรงเรียนยังปิดต่อไป

เฟส 2 ผ่อนผันคำสั่งห้ามรวมกลุ่มในสถานที่สาธารณะเป็นไม่เกิน 50 คน การเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะเปิดกว้างมากขึ้น

เฟส 3 ประชาชนดำเนินชีวิตได้ตามปกติแต่มาตรการด้านสาธารณสุขยังคงเข้มงวดในระดับสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคัดกรอง แยกกักตัวผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยง และการรักษาโรคด้วยยาและเวชภัณฑ์ที่มีคุณภาพ

158721850674

แผนการดังกล่าวห่างไกลกันมากกับข้อเรียกร้องเดิมของทรัมป์ ที่ต้องการให้ยุติมาตรการเว้นระยะทางทางสังคมทันที ให้สหรัฐเปิดประเทศเต็มที่ในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ วันที่ 12 เม.ย. และเขาเองก็มีท่าทีอ่อนลงจากที่เคยขัดแย้งกับผู้ว่าการรัฐเรื่องใครกันแน่มีอำนาจในการยกเลิกล็อคดาวน์

ไม่กี่ชั่วโมงก่อนทรัมป์แถลงแผน “เปิดอเมริกาอีกครั้ง” แอนดรูว์ คูโอโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ศูนย์กลางการแพร่ระบาดของสหรัฐ ประกาศขยายเวลาล็อคดาวน์ไปจนถึงวันที่ 15 พ.ค. แม้สถานการณ์ในรัฐจะมีสัญญาณดีขึ้น แต่เขาอยากให้อัตราการติดเชื้อลดลงมากกว่านี้ ผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่ 606 คนต่อวัน ต่ำสุดในรอบ 10 วัน

หลังผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กประกาศได้ไม่นาน รัฐใกล้เคียงอีกอย่างน้อย 6 รัฐ ได้แก่ นิวเจอร์ซีย์ คอนเนตทิคัต เดลาแวร์ แมสซาชูเซตส์ เพนซิลเวเนีย และโรดไอแลนด์ ประกาศขยายเวลาบังคับใช้มาตรการล็อคดาวน์ไปจนถึงวันที่ 15 พ.ค.เช่นกัน 

ส่วนอังกฤษที่ระงับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมหลังประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป กล่าวว่าจะขยายเวลาล็อคดาวน์ไปอีก 3 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย ขณะที่ยอดเสียชีวิตรายวันพุ่งขึ้นเป็น 861 คน

อีกประเด็นหนึ่งที่ทรัมป์ไม่เคยลืมคือการกดดันจีน หลังจากที่ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาผู้นำรายนี้กดดันจีนแล้วได้ผล ผู้นำชาติตะวันตกหลายรายเห็นพ้องด้วยว่า รัฐบาลปักกิ่งไม่โปร่งใสเรื่องต้นกำเนิดไวรัส ที่ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อกว่า 2.1 ล้านคนทั่วโลก

เมื่อเดือน ม.ค. ทรัมป์เคยบอกว่า สหรัฐคุมไวรัสโคโรน่าได้แล้ว ตอนนี้ทรัมป์วิจารณ์จีนอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันพฤหัสบดี ทรัมป์ประชุมทางไกลกับผู้นำจี7 ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าปกครองในระบอบประชาธิปไตย เขาได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้นำกลุ่มจี7

โดมินิก ราบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ที่กำลังพักฟื้นจากอาการป่วยติดไวรัสโคโรน่า เผยว่า จี7 ควรตั้งคำถามกับจีนว่าการระบาดเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมจีนจึงไม่สามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

ด้านประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เตือนว่า อย่าทำเป็นไร้เดียงสาเชื่อว่า จีนจัดการการแพร่ระบาดได้ดี

“ชัดเจนว่ามีหลายเรื่องที่เรายังไม่รู้” ผู้นำฝรั่งเศสให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ส

ก่อนหน้านี้จีนกล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์จีนเชื่อว่าไวรัสแพร่มาสู่คนครั้งแรกที่ตลาดขายเนื้อแห่งหนึ่งในเมืองอู่ฮั่น ที่มีการชำแหละเนื้อสัตว์ป่า

ขณะที่หนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์และสำนักข่าวฟอกซ์นิวส์ รายงาน มีข้อสงสัยเพิ่มมากขึ้นว่า แท้จริงแล้วไวรัสอาจหลุดมาจากห้องทดลองแห่งหนึ่งในเมืองอู่ฮั่นที่ศึกษาค้างคาว สัตว์ต้องสงสัยเป็นสาเหตุการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าซาร์สเมื่อปี 2546 แต่ทั้งสองสำนักไม่ได้รายงานว่า ไวรัสถูกจงใจปล่อยออกมา

ในประเด็นห้องทดลอง ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวกับฟอกซ์นิวส์ว่า จีนควรโปร่งใสกว่านี้ 

“เรากำลังเปิดสอบสวนโดยละเอียดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ว่า ไวรัสไปยังไงมายังไง ที่ตอนนี้สร้างความเสียหายใหญ่หลวง คนตายมหาศาล”

ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย ก็หารือกันทางโทรศัพท์ถึงความพยายามตำหนิปักกิ่งอย่างไม่สร้างสรรค์

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงาน  ประธานาธิบดีสี กล่าวว่า การนำการแพร่ระบาดมาเป็นประเด็นทางการเมือง สร้างความเสียหายให้กับความร่วมมือระหว่างประเทศ ส่วนประธานาธิบดีปูตินประณามความพยายามใส่ร้ายจีนของบางคน

 เอเอฟพีรายงานด้วยว่า จ้าว หลี่เจี้ยน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ที่ก่อนหน้านี้เคยสร้างความขุ่นเคืองให้สหรัฐ ด้วยการเผยแพร่ทฤษฎีที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่า ทหารสหรัฐเป็นคนนำไวรัสโคโรน่าตัวนี้เข้ามาในอู่ฮั่น แถลงเมื่อวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.) อ้างคำพูดจากองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ที่กล่าวว่าไม่มีหลักฐานเรื่องที่ไวรัสมาจากห้องทดลอง ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ชื่อดังของโลกหลายคนก็เชื่อว่า สมมุติฐานที่ว่าไวรัสหลุดมาจากห้องทดลองไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน

ในช่วงที่ทั่วโลกกำลังเคลือบแคลงเรื่องความโปร่งใสของจีนวานนี้ (17 เม.ย.) ทางการเมืองอู่ฮั่นปรับเพิ่มยอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาทันที 50% อ้างว่า ตัวเลขเก่าเป็นการรายงานผิดหรือล่าช้า ล่าสุด รายงานยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1,290 คน ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตในอู่ฮั่นรวมที่ 3,869 คน ยอดรวมผู้เสียชีวิตทั้งประเทศจีนเพิ่มขึ้นเกือบ 39% มาอยู่ที่ 4,632 คน ทั้งนี้อ้างตามข้อมูลทางการจีน

ส่วนเรื่องการทำงานของดับเบิลยูเอชโอที่ทรัมป์เคยกล่าวหาว่าเข้าข้างจีน ถึงขนาดขู่ว่าจะยกเลิกให้เงินสนับสนุน เมื่อวันพฤหัสบดีตามเวลาสหรัฐ ส.ส.พรรครีพับลิกัน 17 คน ในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร นำโดยไมเคิล แมคคาอูล ทำหนังสือถึงประธานาธิบดีทรัมป์ แจ้งว่า พวกตนสิ้นศรัทธาในภาวะผู้นำของทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการดับเบิลยูเอชโอ แม้รู้ดีว่าองค์กรนี้สำคัญในการแก้ปัญหาสาธารณสุขของโลก จึงขอให้ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุเงื่อนไขไปเลยว่า จะบริจาคเงินให้ดับเบิลยูเอชโอก็ต่อเมื่อนายทีโดรสลาออก