วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศึกปราบไวรัสโคโรน่า บททดสอบภาวะผู้นำ 'ทรัมป์'

การที่ทรัมป์ ตัดสินใจเลิกให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ WHO ก็เรียกเสียงตำหนิและประณามจากผู้นำหลายประเทศ หลายองค์กรและหลายบริษัท

ท่าทีของ นพ.ฟาวชี มีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ และคณะทำงานในทำเนียบขาว พิจารณาจัดตั้งคณะทำงานพิเศษ เพื่อประเมินกรอบเวลาในการกลับมาเปิดให้ภาคธุรกิจดำเนินกิจการตามปกติได้อีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่กระทบเศรษฐกิจสหรัฐให้หยุดชะงักงันช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

การที่ทรัมป์ ตัดสินใจเลิกให้การสนับสนุนทางการเงินแก่WHO ก็เรียกเสียงตำหนิและประณามจากผู้นำหลายประเทศ หลายองค์กรและหลายบริษัท

เริ่มจาก อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่แสดงความเชื่อมั่นว่า WHO จะต้องได้รับการสนับสนุนต่อไป 

"ผมเชื่อมั่นว่า WHO จะต้องได้รับการสนับสนุนต่อไป และจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะต้องพยายามเอาชนะสงครามการต่อสู้กับโควิด-19” กูเตอร์เรส กล่าว

ด้านสหภาพยุโรป ระบุว่า ทรัมป์ไม่มีเหตุผลที่ต้องระงับเงินอุดหนุนที่ให้กับ WHO ในช่วงเวลาวิกฤติที่ต้องการความร่วมมือและเป็นเอกภาพ ไม่ใช่ความแตกแยก โดยหัวหน้าด้านนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป “โจเซพ บอร์แรล” กล่าวว่า อียูเสียใจอย่างยิ่งต่อข่าวนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ WHO ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดเพื่อเอาชนะไวรัสโคโรน่าที่ไม่สนใจเส้นแบ่งพรมแดน

ส่วนโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า จีนเป็นกังวลอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของผู้นำสหรัฐ ในครั้งนี้ เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย “สก็อตต์ มอร์ริสัน” บอกว่าเสียใจต่อคำวิจารณ์ของทรัมป์ที่มีต่อ WHO และจีน พร้อมยืนยันว่า ออสเตรเลียจะยังให้เงินสนับสนุน WHO ต่อไป

ที่ผ่านมา ทรัมป์ ถูกตั้งคำถามจากชาวอเมริกันถึงการรับมือการระบาดของโควิด-19 ในประเทศที่ไม่เพียงพอและเพิกเฉยต่อคำเตือนจากคณะทำงานในการควบคุมการระบาดของโควิด-19 โดยผู้นำสหรัฐมักกล่าวโทษหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะ WHO และสื่อมวลชนแทน

ทั้งนี้ สหรัฐให้เงินอุดหนุน WHO ประมาณ 400-500 ล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่จีนให้เงินอุดหนุนประมาณ 40 ล้านดอลลาร์ต่อปี

ในส่วนของ นพ.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO แสดงความเสียใจต่อการที่สหรัฐประกาศระงับการให้เงินทุนสนับสนุนและกล่าวว่า WHO กำลังประเมินผลกระทบจากการขาดเงินสนับสนุนจากทางสหรัฐ และจะหารือกับสมาชิกชาติต่างๆ เพื่อให้มีการเพิ่มเงินสนับสนุนเพื่อชดเชยเงินช่วยเหลือที่ขาดหายไปจากสหรัฐ ซึ่งจะทำให้ WHO สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ นพ.ทีโดรส ยังระบุว่า WHO จะทำการประเมินผลงานของทางองค์กรเกี่ยวกับการรับมือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวหา WHO ว่า เข้าข้างจีนมากเกินไป และมีการดำเนินการที่ผิดพลาด รวมทั้งปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

นพ.ทีโดรส ระบุว่า ชาติสมาชิกของ WHO และคณะกรรมการอิสระจะทำการประเมินผลงานของ WHO ในเวลาที่เหมาะสม เพื่อรับประกันความโปร่งใส และการมีหน้าที่รับผิดชอบ

นอกจากบรรดาผู้นำโลกจะตำหนิทรัมป์แล้ว “บิล เกตส์” มหาเศรษฐีชั้นนำของโลกชาวอเมริกัน และผู้สนับสนุนด้านการเงินรายใหญ่ของWHO ระบุว่า การตัดสินใจของสหรัฐเป็นอันตรายอย่างมาก

ทั้งนี้ ผู้สนับสนุนการเงินรายใหญ่อันดับ 2 ของ WHO คือ มูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ ซึ่งก่อตั้งโดยมหาเศรษฐีชาวอเมริกันเจ้าของบริษัทไมโครซอฟต์และภรรยาของเขา เมลินดา เกตส์ โดยเงินจากมูลนิธินี้คิดเป็น 9.76% ในงบประมาณของ WHO

79% ของคนอเมริกันเห็นว่าโรคติดต่อเป็นภัยคุกคามที่สำคัญของประเทศมากกว่าการก่อการร้าย (73%)

ขณะที่ผลการสำรวจล่าสุดของพิว รีเสิร์ช เซนเตอร์ บ่งชี้ว่า 79% ของคนอเมริกันเห็นว่าโรคติดต่อเป็นภัยคุกคามที่สำคัญของประเทศมากกว่าการก่อการร้าย (73%) เทียบกับการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์และการโจมตีทางไซเบอร์ (72%) ตามลำดับ

ผลสำรวจที่ว่านี้ ยังบ่งชี้ด้วยว่า ถึงแม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะตำหนิจีนและWHO แต่ 86% ของคนอเมริกันเชื่อว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่สหรัฐต้องร่วมมือกับประเทศอื่นเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคร้ายต่างๆ