ย้อนไทม์ไลน์จับผิด ‘WHO’ เยินยอ ‘จีน’ เกินเหตุ ในสมรภูมิโควิด-19 ระบาดทั่วโลก
มีรายงานว่า องค์การอนามัยโลก หรือดับเบิลยูเอชโอโดนจับผิด และกำลังถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือ รวมทั้งถูกย้อนไทม์ไลน์การแถลงเรื่องการรับมือไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม (โควิด-19) ที่บกพร่องและเยินยอจีนมากจนเกินเหตุ
ดับเบิลยูเอชโอถูกตั้งคำถามมากขึ้น หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศระงับเงินอุดหนุนทุกประเภทแก่ดับเบิลยูเอชโอ โดยอ้างบริหารจัดการผิดพลาดร้ายแรงและปกปิดการแพร่ระบาดของโควิด-19
ล่าสุด ดับเบิลยูเอชโอกำลังถูกจับผิดและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ในฐานะหัวหอกสำคัญต่อสู้กับไวรัส แต่กลับโอนเอนไปเข้าข้างจีนที่พยายามปกปิดการแพร่ระบาดและอันตรายที่ร้ายแรงของไวรัส โดยเชื่ออย่างไร้เหตุผลตามข้อมูลของจีน ในตอนแรกที่บอกว่า ไวรัสไม่ติดต่อระหว่างมนุษย์ แถมยกย่องบรรดาผู้นำจีนทั้งที่มีหลักฐานว่า ไม่ได้มีบทบาทอย่างเต็มที่ในการจัดการการแพร่ระบาด
ส่วนใหญ่ประเด็นที่ถูกจับผิดอยู่ในแถลงการณ์ของดับเบิลยูเอชโอเกี่ยวกับโคโรน่าไวรัส ตั้งแต่พบการระบาดครั้งแรกในจีนโดยมีไทม์ไลน์คร่าวๆ ดังนี้
เมื่อวันที่ 4 ม.ค. พบ กรณีกลุ่มโรคปอดบวมที่อู่ฮั่น แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต และบอกว่ากำลังสอบสวนหาสาเหตุ หลังจากนั้นได้ระบุว่ามีผู้ป่วย44 คน อาการหนัก 11 คน และระบุอาการผู้ป่วยว่ามีไข้และส่วนหนึ่งหายใจขัดแต่บอกว่าไม่มีหลักฐานของการแพร่เชื้อจากมนุษย์สู่มนุษย์ ไม่มีบุคลากรการแพทย์ติดเชื้อต่อได้เรียกชื่อไวรัสว่า “2019-nCoV” และยกย่องจีนที่ระบุ “ไวรัสใหม่” ได้ในเวลาอันสั้น ทั้งยังย้ำการประเมินว่าไวรัสไม่ติดต่อระหว่างมนุษย์ และคัดค้านการจำกัดการเดินทางหรือการค้าของจีน
ต่อมาวันที่ 13 ม.ค. ระบุกำลังทำงานร่วมกับทางการไทย หลังมีรายงานการพบผู้ติดเชื้อ และอาจเรียกประชุมคณะกรรมการฉุกเฉิน และย้ำอีกว่า ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า มีการติดต่อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์ที่จีนแต่ได้กลับลำในเวลาต่อมาว่า อาจมีการติดต่ออย่างจำกัดในหมู่สมาชิกในครอบครัว ก่อนส่งทีมไปอู่ฮั่น
เมื่อวันที่ 21 มกราคม พบเคสแรกบนแผ่นดินสหรัฐ โดยเป็นคนที่เดินทางมาจากจีนวันถัดมา ทีมที่ถูกส่งไปอู่ฮั่นรายงานว่า มีการติดต่อระหว่างมนุษย์ และบอกว่ายังต้องวิจัยเพื่อประเมินขอบเขตทั้งหมด และยืนยันว่ามีบุคลากรการแพทย์ 16 คนติดเชื้อ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าติดจากผู้ป่วย และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการชุมนุมขนาดใหญ่กักตัวผู้ติดเชื้อและเน้นการล้างมือบ่อยๆ ว่าเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการป้องกันการแพร่ระบาด และเป็นวันเดียวกับที่คณะกรรมการฉุกเฉินของดับเบิลยูเอชโอ เป็นการประชุมครั้งแรก ซึ่ง ดร.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการดับเบิลยูเอชโอ ระบุว่า ได้พูดคุยกับรัฐมนตรีสาธารณสุขจีนและชื่นชมรัฐบาลจีนที่ใช้ความพยายามอัน “ล้ำค่า” ในการยับยั้งไวรัส
วันที่ 23 มกราคม เกิดความเห็นแตกในคณะกรรมการฉุกเฉิน และดร.ทีโดรสบอกว่า ตัดสินใจไม่ประกาศให้การระบาดของไวรัสเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข เพราะกลัวจะเกิดความวิตกระหว่างประเทศทั้งที่การประกาศจะช่วยให้แต่ละประเทศ “ยกระดับ”การคัดกรองที่สนามบิน ท่าเรือและด่านตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงสามารถเพิ่มข้อจำกัดการเดินทาง-การค้าระหว่างประเทศได้ แต่กลับพูดถึงมาตรการล็อกดาวน์ที่อู่ฮั่นว่า หวังว่า “จะมีประสิทธิภาพและใช้เวลาสั้นๆ”
ก่อนจะเยินยอความร่วมมือและความโปร่งใสของจีนอีกครั้ง โดยยังอ้างหลักฐานเรื่องการติดต่ออย่างจำกัดระหว่างมนุษย์ ที่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในครอบครัวหรือแพทย์ที่รับมือไวรัส ซึ่งตอนนั้น มีการยืนยันตัวเลขผู้ติดเชื้อ 584 คน เสียชีวิต 17 คน ทั่วโลก รวมทั้งเวียดนาม เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไทยและสหรัฐ โดยยังแนะนำให้คัดกรองผู้ป่วยตามสนามบินและบอกให้ทุกประเทศจัดสถานที่ทดสอบหาไวรัสแต่ไม่แนะนำให้ห้ามการเดินทาง
ในขณะที่พบหลักฐานว่า มีเคสการติดต่อระหว่างมนุษย์ในเยอรมนีญี่ปุ่น เวียดนามและสหรัฐ ดร.ทีโดรสก็ยังยกย่องจีนที่ “สร้างมาตรฐานใหม่” ในการรับมือการระบาดด้วยมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้พบเคสไม่ถึงร้อยนอกประเทศจีนและยังคงไม่แนะนำให้ห้ามการเดินทาง จนกระทั่งปธน.ทรัมป์ ประกาศจำกัดการเดินทางของคนที่มาจากจีน
หลังเริ่มรับมือไม่ไหว ดร.ทีโดรส ได้เปลี่ยนท่าที ด้วยการประกาศว่าโคโรนาไวรัส 2019 ถือเป็น “ศัตรูอันดับ 1 ของมวลมนุษยชาติ” และสามารถสร้างปัญหาใหม่ได้ทั้งปัญหาการเมืองปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ร้ายแรงกว่าปัญหาก่อการร้ายครั้งไหน ๆ พร้อมกับเรียกร้องให้นานาชาติและประเทศสมาชิกทั้งหมด ร่วมมือร่วมใจกันจัดการโรคนี้โดยเร็ว แต่ไม่วายชื่นชมประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการจัดการกับไวรัสและจำกัดวงให้อยู่ในแค่ที่มณฑลหูเป่ย์เป็นส่วนใหญ่
ดร.ทีโดรสเป็นอดีตรัฐมนตรีสาธารณสุขและรัฐมนตรีต่างประเทศเอธิโอเปีย และเป็นผู้อำนวยการดับเบิลยูทีโอ คนแรกที่ไม่ได้เป็นแพทย์ และที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารองค์กรใหญ่แห่งนี้ได้ ก็เพราะแรงหนุนจากจีน. นี่อาจทำให้ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือในขณะนี้





