การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ต้นตอโรคโควิด-19 ทั่วโลก เล่นงานเศรษฐกิจโลก ทำให้กระแสเงินสดหมุนเวียนลดลงและสร้างปัญหาด้านสภาพคล่องแก่บริษัททั้งเล็กและใหญ่
นิกเคอิ ได้เผยแพร่รายงานสำรวจบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จำนวน 3,400 แห่งที่มีรายได้1,000 ล้านดอลลาร์และมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป พบว่า 24% ของบริษัทขนาดใหญ่ของโลกมีความเสี่ยงที่จะเจอปัญหาขาดแคลนเงินสดหมุนเวียน หากว่ายอดขายร่วงลง 30% เป็นเวลานานถึง 6 เดือน
การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ต้นตอโรคโควิด-19 ทั่วโลก เล่นงานเศรษฐกิจโลก ทำให้กระแสเงินสดหมุนเวียนลดลงและสร้างปัญหาด้านสภาพคล่องแก่บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก(เอสเอ็มอี) อย่างที่เรารู้กันมาโดยตลอด แต่ขณะนี้ บริษัทขนาดใหญ่ก็กำลังเจอปัญหาแบบเดียวกัน จึงจำเป็นที่รัฐบาลของแต่ละประเทศต้องยื่นมือเข้ามาช่วย มิฉะนั้นระบบเศรษฐกิจของประเทศจะพลอยมีปัญหาไปด้วย
รายงานชิ้นนี้ของนิกเคอิ ซึ่งอาศัยข้อมูลจาก "ควิก-แฟ็คเซ็ท" ที่ประเมินกระแสเงินสดของบริษัท 3,400 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บ่งชี้ว่า 1 ใน 4 ของบริษัทที่ถูกสุ่มสำรวจจะเจอปัญหาขาดแคลนกระแสเงินสดทันทีหากว่ายอดขายร่วงลง 30% เป็นเวลานานถึง 6 เดือน และหากว่ายอดขายร่วงลง 10% เป็นเวลานาน 3 เดือน 9% ของบริษัทขนาดใหญ่จะขาดแคลนกระแสเงินสด หากบริษัทเหล่านี้ไม่สามารถยื่นขอรีไฟแนนซ์ได้ และในกรณีที่ยอดขายลดลง 30% จะมีบริษัท 24% ขาดแคลนกระแสเงินสดภายใน 6 เดือน และมีบริษัท 38% ขาดแคลนกระแสเงินสด ภายใน 12 เดือน
รายงานชิ้นนี้ระบุด้วยว่า ภายใต้สถานการณ์ปกติ บริษัทต่างๆจะรับมือกับปัญหาขาดแคลนกระแสเงินสดด้วยการ ลดการจ่ายเงินปันผล ขอรีไฟแนนซ์หนี้กับธนาคารที่ปล่อยกู้ หรือไม่ก็ออกตราสารหนี้ แต่ถึงแม้จะมีการรีไฟแนนซ์มาเป็นตัวแปรของการคำนวณครั้งนี้ แต่ 9% ของบริษัทที่ถูกสุ่มสำรวจจะขาดกระแสเงินสดทันทีถ้าหากยอดขายร่วงลง 6 เดือนติดต่อกัน และตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้่นเป็น 32% หากว่ายอดขายของบริษัทลดลง 60% เป็นเวลานานถึง 12 เดือน
รายงานสำรวจชิ้นนี้ระบุว่า บริษัทญี่ปุ่นเป็นกลุ่มบริษัทที่มีกระแสเงินสดหมุนเวียนมากที่สุด แต่ถ้ายอดขายร่วงลง 30% เป็นเวลานาน 6 เดือน บริษัทญี่ปุ่นก็จะมีปัญหาเรื่องขาดแคลนกระแสเงินสด 20% นี่จึงเป็นเหตุผลให้บรรดาบริษัทญี่ปุ่นพยายามเร่งระดมเงินสด ในจำนวนนี้ รวมถึง นิสสัน มอเตอร์ ที่เมื่อไม่นานมานี้ได้รับสินเชื่อก้อนใหญ่จากบรรดาธนาคารเจ้าหนี้
ขณะนี้ รัฐบาลหลายประเทศ ออกมาตรการหลายชุดเพื่อเยียวยาบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เช่นในเดือนเม.ย. สายการบินต้นทุนต่ำอย่างอีซีเจ็ท ได้รับการอัดฉีดจากรัฐบาลอังกฤษเป็นเงิน 600 ล้านปอนด์ หรือ 747 ล้านดอลลาร์
ส่วนในสหรัฐ ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ประกาศจัดสรรงบประมาณไม่จำกัด เพื่อซื้อคืนตราสารหนี้ที่รัฐเป็นผู้ค้ำประกันและหลักทรัพย์ที่ได้รับกระแสเงินสดจากสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ เพื่อพยุงตลาดทุนในประเทศ ทั้งยังมีโครงการปล่อยกู้เพื่อช่วยธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดเล็ก
การประกาศมาตรการต่างๆ ของเฟดเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก โดยการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐ ประสบปัญหาตกต่ำหนักในช่วงเดือนที่ผ่านมา จากผลกระทบของวิกฤติโควิด-19 ที่ระบาดเป็นวงกว้างไปทั่วโลกขณะนี้
เฟดย้ำว่า ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันเพื่อรับมือผลกระทบจากการระบาดนี้ เพื่อช่วยให้ภาวะการจ้างงานไม่มีปัญหาหนักจนคนต้องตกงานและสูญเสียรายได้มาก รวมทั้งช่วยกระบวนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทันทีที่สถานการณ์ดีขึ้น
มาตรการซื้อคืนตราสารหนี้และหลักทรัพย์ของเฟด สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างหนักที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศ หลังประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปเกือบ 0% ไปก่อนหน้านี้ และประกาศแผนซื้อพันธบัตรมูลค่า 700,000 ล้านดอลลาร์
ส่วนรัฐบาลเยอรมนี ก็ออกมาตรการช่วยเหลือบริษัททั้งเล็กและใหญ่ในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 รวมมูลค่า 17.2 พันล้านยูโร
ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่น ออกชุดมาตรการมูลค่า 108 ล้านล้านเยน (ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์) ประกอบด้วย การใช้จ่ายภาครัฐ 39.5 ล้านล้านเยนเพื่อดูแลคนงาน ส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์ ประคับประคองครอบครัวคนทำงาน และออกพันธบัตร 16.8 ล้านล้านเยนมาช่วยค่าใช้จ่ายตามมาตรการที่ว่ามา ได้แก่ ดูแลการจ้างงาน
มาตรการกระตุ้นชุดใหญ่มูลค่า 80 ล้านล้านเยน ตั้งเป้าคุ้มครองการจ้างงานและช่วยธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กให้อยู่รอด รัฐบาลจะขยายเงินอุดหนุนการจ้างงานเพื่อช่วยให้บริษัทจ่ายเงินเดือนและชำระดอกเบี้ยได้ ไม่ต้องเลิกจ้างพนักงาน
นอกจากนี้ ธนาคารภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลเตรียมเสนอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และเงินช่วยเหลือมากถึง 2 ล้านเยนให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่รายได้หายไปกว่า 50% ส่วนบริษัทรับจัดอีเวนท์ที่ถูกลูกค้ายกเลิกหรือเลื่อนงานตามคำขอของรัฐบาล จะได้รับการลดภาษีและความช่วยเหลืออื่นๆ
ขณะที่ครัวเรือนรายได้น้อย ที่รายได้ลดลงมากผลจากการแพร่ระบาดจะได้รับเงิน 3 แสนเยนต่อครอบครัว ครอบครัวที่มีลูกจะได้เพิ่มคนละ 10,000 เยน ครัวเรือนรายได้สูงไม่ได้อานิสงส์จากมาตรการนี้ ส่วนประชาชนที่เดืิอดร้อนมีสิทธิกู้เงินฉุกเฉินดอกเบี้ยต่ำ





