การระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้ทั้งโลกมีแต่ข่าวเศร้า สถิติชวนสลดหดหู่ ความไม่แน่นอนร้าวลึก ผู้คนทั่วโลกพยายามปลุกขวัญกำลังใจตนเอง ด้วยการแสวงหา “ข่าวดี”
“เดอะกู๊ดสตัฟฟ์” จดหมายข่าวที่ซีเอ็นเอ็นสร้างขึ้นเมื่อปีก่อน โฆษกเผยว่า เดือนที่ผ่านมายอดผู้ติดตามพุ่งขึ้น 50%
“กองบรรณาธิการของเราเห็นเลยว่า เรื่องที่ทำให้คนอ่านยิ้มได้ การค้นพบที่น่าอัศจรรย์ ฮีโร่รายวัน เหตุการณ์สร้างแรงบันดาลใจ สิ่งพิเศษที่เกิดขึ้นทั่วโลก มีคนสนใจเพิ่มขึ้นมาก” โฆษกซีเอ็นเอ็นกล่าว
แม้แต่นักแสดงอย่าง จอห์น คราซินสกี ก็เอากับเขาด้วยทำคลิปรายการ “Some Good News” เผยแพร่บนยูทูบสัปดาห์ละครั้ง ตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค. เลียนแบบรายการข่าวกระแสหลัก แต่เน้นที่เรื่องราวให้กำลังใจ เล่าเรื่องฮีโรสาธารณสุขผู้ทุ่มเททำงานต่อสู้โรคระบาด และมีคนดังมาร่วมรายการ เช่น เอมิลี บรันท์ ภรรยาของเขาเอง ซึ่งเอพิโสดแรกมีผู้ชม 15 ล้านครั้ง
สจ๊วต โซโรกา อาจารย์สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยมิชิแกน กล่าวว่า มนุษย์มีนิสัยให้ความสำคัญกับข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี เพราะข่าวร้ายบังคับให้มนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แต่ในห้วงวิกฤติมนุษย์ก็ต้องการข่าวที่ห่างไกลหรือแตกต่างกับความคาดหวังของพวกเขาแบบสุดๆ ซึ่งนั่นอาจทำให้สังคมหันไปหาเรื่องราวดีๆ
แอชลีย์ มัดดิแมน อาจารย์ประจำศูนย์เพื่อการมีส่วนร่วมของสื่อ มหาวิทยาลัยแคนซัส กล่าวว่า ข่าวสร้างสรรค์เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยผู้คนรับมือกับปัญหา
“มีงานวิจัยมากมายเสนอว่า เมื่อคนเรากลัวเกินไป หรือมีแต่เรื่องร้ายๆ มากเกินไป เราอาจพยายามชัตดาวน์ตัวเองแทนที่จะทำนู่นทำนี่หรือใช้ชีวิต ดิฉันคิดว่าคนเราต้องการเห็นทางออกและอยากเห็นผู้คนร่วมมือกันหาทางออก แทนที่จะมาทะเลาะเบาะแว้งกัน ซึ่งข่าวสามารถช่วยตรงนี้ได้ ผู้อ่านจึงสนใจข่าวโลกสวยด้วยเหตุนี้”
จากนักวิชาการถึงความเห็นของคนเสพข่าว บางคนส่งสัญญาณเหนื่อยล้ากับข่าวเศร้าเรื่องวิกฤติสุขภาพที่ถาโถมมาไม่เว้นแต่ละวัน
“ดิฉันคิดว่าพวกเราจำนวนมากกำลังตกเป็นเหยื่อถูกลากเข้าไปเสพข่าวลบทุกวัน สื่อก็สนใจแต่จะขายข่าว ส่วนใหญ่หนีไม่พ้นข่าวร้ายชวนสลดหดหู่” คลาเรนซ์ เอ็ดเวิร์ดส ชาวบ้านในกรุงวอชิงตันแสดงทัศนะ
ส่วนข้อมูลที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จากมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ เมื่อเวลา 8.25 น. ตามเวลาประเทศไทย วานนี้ (14 เม.ย.) จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาทั่วโลกกว่า 1.9 ล้านคน เสียชีวิตทั่วโลกอย่างน้อย 119,588
ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดคือ สหรัฐ (581,679 คน) สเปน (170,099 คน) อิตาลี (159,516 คน) ฝรั่งเศส (137,877 คน) เยอรมนี (130,072 คน)





