นักการเมือง ซีอีโอ ส.ส. และนักเคลื่อนไหวยุโรป เรียกร้องให้ฟื้นการเติบโตหลังไวรัสโคโรน่าระบาดด้วยการลงทุนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
นักการเมือง ผู้นำภาคธุรกิจ สหภาพแรงงาน เอ็นจีโอ และกลุ่มคลังสมองยุโรป 180 คน/องค์กร ลงนามในจดหมายเรียกร้องให้ใช้การลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมพลิกฟื้นเศรษฐกิจยุโรปหลังพ้นยุคการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ระบุ
“หลังวิกฤติก็ถึงเวลาที่ต้องบูรณะ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศ ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และการเปลี่ยนแปลงระบบเกษตรอาหาร มีศักยภาพในการจ้างงาน สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างสังคมที่ยืดหยุ่นได้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว” จดหมายระบุพร้อมเสริมว่า ความเสียหายจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่ารุนแรงเสียยิ่งกว่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 2551 ด้วยเหตุนี้การแก้ปัญหาต้องทำผ่านการลงทุน “กรีนดีล” ชุดนโยบายประวัติศาสตร์ของสหภาพยุโรป (อียู) ที่ตั้งเป้าทำให้ 27 ชาติสมาชิกปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็น 0 ภายในปี 2593
ผู้ที่ร่วมลงนามในจดหมาย เช่น รัฐมนตรีจาก 11 ประเทศ ตั้งแต่อิตาลีไปจนถึงลักเซมเบิร์ก ส.ส.อียู 79 คน เหล่าซีอีโอ เช่น ฌ็อง ปอล แอกงจากลอรีอัล เจสเปอร์ โบรดินจากอิเกีย และเอ็มมานูเอล เฟเบอร์ จากดานอน
ช่วงที่ไวรัสโคโรน่าระบาด โปแลนด์ ที่ต้องพึี่งพาถ่านหินหนักมาก และเป็นอียูประเทศเดียวที่ไม่ลงนามในเป้าหมายปี 2593 ถือโอกาสเป็นผู้นำเรียกร้องให้ลดเป้าปล่อยก๊าซคาร์บอนลง แต่ผู้จัดการกองทุนบางรายเรียกร้องให้รัฐบาลออกแบบชุดมาตรการช่วยเหลือ ที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตคาร์บอนต่ำ
ด้านนายปาสกาล กองแฟง ส.ส.อียูสายเสรีนิยมจากฝรั่งเศส ผู้ริเริ่มทำจดหมาย แถลงว่า วิกฤติโควิด-19 ไม่ได้ทำให้วิกฤติสภาพภูมิอากาศโลกหายไป “ถ้าเราฟื้นเศรษฐกิจผิดทาง ก็จะเจอทางตันเรื่องวิกฤติโลกร้อน”
ยุโรปส่อเค้าเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหนักผลพวงจากการแพร่ระบาด ทำให้ต้องล็อกดาวน์มาตั้งแต่กลางเดือน มี.ค. การเดินทาง ธุรกิจ สถาบันการศึกษาปิดให้บริการเกือบทั้งหมด เพื่อควบคุมไวรัสโคโรน่า
สัปดาห์นี้บางประเทศเริ่มผ่อนคลายข้อจำกัดลงบ้างแล้ว ส่วนวิธีการอัดงบฯ ฟื้นฟูเศรษฐกิจสมาชิกยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่ ประเทศยุโรปใต้ที่เศรษฐกิจย่ำแย่สนับสนุนให้ออกตราสารหนี้ร่วม แต่ยุโรปเหนือคัดค้าน





