ดัชนีดาวโจนส์ ปิดตลาดวันอังคาร (17 มี.ค.)พุ่งขึ้นกว่า 1,000 จุด หลังทำเนียบขาวเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการเยียวยาภาคธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวขึ้น 1,048.86 จุด หรือ 5.2% ปิดที่ 21,237.38 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 143.06 จุดหรือ 6.00% ปิดที่ 2,529.19 จุด และดัชนีแนสแด็ก เพิ่มขึ้น 430.19 จุด หรือ 6.23% ปิดที่ 7,334.78 จุด
ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงเกือบ 3,000 จุดเมื่อวันจันทร์(16มี.ค.) ทำสถิติทรุดตัวลงหนักสุดนับตั้งแต่ปี 2530 เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เข้าแทรกแซงตลาดด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยฉุกเฉิน และอัดฉีดเงินผ่านการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี)
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ยืนยันไม่มีการปิดตลาด แม้รัฐบาลสหรัฐอาจสั่งปิดโรงเรียน บาร์ ร้านอาหาร และงดเว้นการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การแสดงคอนเสิร์ต และการแข่งขันกีฬา เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
“เป็นสิ่งสำคัญที่ตลาดจะต้องเปิดอยู่ต่อไป และให้ตลาดทำการซื้อขายอย่างเป็นระเบียบเหมือนที่เคยเป็นมา” นางสเตซีย์ คันนิ่งแฮม ประธานตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก กล่าว
นอกจากนี้ นายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ ยังกล่าวว่า “เรามีความประสงค์ให้ตลาดเปิดทำการต่อไป เพราะนี่เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อนักลงทุน ขณะที่นักลงทุนก็ต้องการเข้ามาเพื่อซื้อและขายหุ้น”
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า สหรัฐอาจต้องรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปจนถึงเดือนก.ค.หรือเดือนส.ค. และเศรษฐกิจสหรัฐอาจถดถอยแต่ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะกลับมาดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งหลังจากนั้น





