วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้ช่อง‘เอสเอ็มอีไทย’เจาะตลาดค้าปลีก ‘อินเดีย’

ขณะนี้ มีบริษัทไทยมาจดทะเบียนทำธุรกิจในอินเดียจำนวน 32 บริษัทจากเดิมตัวเลขในปี 2560 มีจำนวน 26 บริษัท จะเห็นแนวโน้มผู้ประกอบการไทยให้ความสนใจเข้ามาทำการตลาดในอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อินเดีย เป็นตลาดที่มีศักยภาพในหลายด้าน โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกกำลังเฟื่องฟูสอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มชนชั้นกลางของประเทศที่มีอยู่ราว 400 ล้านคน หรือมีสัดส่วนอยู่ที่ 30% จากประชากรทั้งหมด 1.3 พันล้านคน ซึ่งมีแน้วโน้มจะเพิ่มขึ้น ได้กลายเป็นแรงดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจทำตลาดในอินเดีย

ชุตินทร คงศักดิ์ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยอินเดียอยู่ในระดับที่ดีมาก ซึ่งขณะนี้ มีบริษัทไทยมาจดทะเบียนทำธุรกิจในอินเดียจำนวน 32 บริษัทจากเดิมตัวเลขในปี 2560 มีจำนวน 26 บริษัท จะเห็นแนวโน้มผู้ประกอบการไทยให้ความสนใจเข้ามาทำการตลาดในอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมา มีบริษัทไทยหลายแห่งติดต่อขอข้อมูลทางเศรษฐกิจจากสถานเอกอัครราชทูตไทยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องการศึกษาตลาด และลงทุนธุรกิจใหม่ๆ เพื่อเติมเต็มความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคในอินเดีย อย่าง ธุรกิจค้าปลีก เครื่องสำอาง และการลงทุนสถานีให้บริการชาร์ทรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เป็นต้น

ชุตินทร มองว่า ความท้าทายในการทำการค้าในอินเดียอยู่ตรงที่ "อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่นักธุรกิจต่างชาติต่างให้ความสนใจ แต่ต้องจริงจังเพื่อทำการค้าให้เกิดขึ้นได้จริง"

โดยสถานทูตจะร่วมมือกับสำนักงานการลงทุนของอินเดีย (Invest India) ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในทุกด้าน และไม่อยากให้ด่วนถอดใจไปก่อน เพราะการเจรจาธุรกิจกับคนอินเดียอาจใช้เวลามากเสียหน่อย แต่เมื่อสามารถเข้าไปนั่งอยู่ในใจคนอินเดียได้แล้วทุกอย่างก็เกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็ว

ถึงแม้ว่า ปีนี้เศรษฐกิจอินเดียจะไม่เติบโตเท่าที่ควรคาดการณ์ไว้ จากเดิมปี 2561 ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ของอินเดียเติบโตกว่า 7.3% แต่ในปี 2562 มีแนวโน้มจะขยายตัวราว 6% อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับอีกหลายหลายประเทศ จะเห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจอินเดียยังเติบโตสูง ซึ่งสะท้อนว่า อินเดียจะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคและระดับโลก นี่เป็นเหตุผลที่ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการค้าการลงทุนกับอินเดีย

หากพิจารณารายได้เฉลี่ยของประชากรในประเทศ จะเห็นว่า คนอินเดียมีรายได้ต่อหัวที่ 2,016.15 ดอลลาร์ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2,379.51ดอลลาร์ โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางของอินเดียที่มีกำลังซื้อ ส่งผลดีต่อธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยที่จะเข้าไปทำตลาดใหม่

“ตอนนี้ยังไม่สายเกินไปที่บริษัทไทยจะเริ่มมองมายังตลาดอินเดีย ซึ่งสามารถเข้ามาได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นในนามบริษัทไทย หรือพันธมิตรกับบริษัทต่างชาติที่ลงทุนมาก่อนหน้า ขณะเดียวกันบริษัทไทยที่เข้ามาทำธุรกิจในอินเดียอยู่แล้ว ก็พร้อมจะเป็นพี่เลี้ยงแนะนำช่องทางทำธุรกิจให้กับบริษัทไทยหน้าใหม่ให้อีกทางหนึ่ง”

สำหรับปีนี้ อินเดียเริ่มเห็นศักยภาพของไทยในอาเซียน จากเดิมที่อินเดียมีความสัมพันธ์ทางการค้าและความร่วมมือกับอาเซียนอยู่แล้ว หรือถ้าแยกเป็นรายประเทศสมาชิกอาเซียน อินเดียมีความร่วมมือทางการค้ากับสิงคโปร์มากที่สุด รองลงมาเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ดังนั้นอยากให้ผู้ประกอบการไทยมองอินเดียด้วยเลนส์ใหม่ เพราะทัศนคติที่ดีต่ออินเดียก็จะทำให้เห็นช่องทางการค้าที่กว้างขึ้น และจะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้นอีกด้วย

การที่คนอินเดียชื่นชอบสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทยและความนิยมสินค้าไทยจะเป็นเหมือนใบเบิกทางสำคัญให้กับนักธุรกิจไทยเข้ามาบุกตลาดและทำธุรกิจในอินเดียได้ง่ายขึ้น

ปัจจุบันการส่งออกสินค้าไทยไปตลาดอินเดียยังมีปริมาณน้อย เนื่องจากปัจจัยด้านการขนส่ง และเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการไทยยังไม่คุ้นเคย ซึ่งสินค้าไทยที่มีโอกาสเติบโตและไปได้สวยในตลาดอินเดีย ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจอาหาร เพราะอาหารไทยขึ้นชื่อในเรื่องคุณภาพ ทั้งในตลาดโลกและตลาดเอเชียใต้

2.กลุ่มธุรกิจบริการ เช่น บริการท่องเที่ยว และจัดงานแต่งงาน ซึ่งคนอินเดียนิยมเดินทางมาเที่ยว และแต่งงานในไทยกันมากเป็นอันดับต้นๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 3.กลุ่มธุรกิจเครื่องประดับ เนื่องจากไทยมีชื่อเสียงในเรื่องการเจียระไนที่ละเอียดและประณีต แถมยังมีราคาสมเหตุสมผลกว่าเครื่องประดับจากเกาหลีใต้ และไต้หวัน 4.กลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ เพราะชาวอินเดียมองว่าเฟอร์นิเจอร์ไทยมีความสวย และมีฝีมือ จึงนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ยางพารา

ในปี 2563 ทางสถานทูตเตรียมนำคณะนักธุรกิจไทยเดินทางมาโรดโชว์ที่อินเดีย เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ทางการค้าที่ต้องลงทุน

ประเทศไทยมีความตั้งใจจะผลักดันความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ โดยมุ่งเป้าเพื่อเพิ่มพูนการค้าสูงขึ้นเป็น 3 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2566 หรือขยายตัว 2 เท่าจากปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ จากแนวโน้มตลาดอินเดียเที่ยวไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จึงได้กำหนดเป้าหมายเชิงจำนวนไว้ที่ปีละไม่ต่ำกว่า 20% และคาดว่าจะทะลุ 5 ล้านคนได้ภายในปี 2567