บรรดายักษ์ใหญ่บริการจองเดินทางออนไลน์อย่าง “เอ็กซ์พีเดีย” และ “บุ๊คกิ้ง ดอท คอม” เตือนว่า แอร์เอเชีย กรุ๊ป ผู้บุกเบิกสายการบินราคาประหยัด “เสี่ยง” ที่จะได้รับความเสียหายจากแผนอันทะเยอทะยานในการผงาดเป็น “อเมซอนด้านการเดินทาง”
แอร์เอเชีย ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในมาเลเซียและเสนอโปรโมชั่นการเดินทางบางส่วนบนเว็บไซต์ของตน มีแผนที่จะขยายบริการออนไลน์นี้ให้ครอบคลุมถึงการจองเที่ยวบินกับสายการบินคู่แข่งและอีคอมเมิร์ซ
ในขณะที่ผลกำไรร่วงหนักจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นและการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น “โทนี เฟอร์นันเดส” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของแอร์เอเชีย จึงต้องมองหาแหล่งรายได้ทางเลือกและเผยกับเว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียน รีวิวเมื่อต้นปีนี้ว่า เขาตั้งใจที่จะลงทุน 100 ล้านริงกิตต่อปี เพื่อให้แอร์เอเชียเป็นบริษัทเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม เหล่าว่าที่คู่แข่งในอุตสาหกรรมจองเดินทางออนไลน์ของแอร์เอเชียกลับไม่สนใจการรุกเข้าอุตสาหกรรมของบริษัทรายนี้ และมองว่าความเสี่ยงอาจตกอยู่กับสายการบินของเฟอร์นันเดสเสียเอง
มาร์ชา หม่า ประธานฝ่ายจีนของบุ๊คกิ้ง ดอม คอม ชี้ว่า บรรดายักษ์ใหญ่ด้านจองเดินทางออนไลน์จะระดมเครือข่ายอันกว้างขวางของตนที่มีทั้งเที่ยวบิน โรงแรม และบริการต่าง ๆตอบโต้ความพยายามของแอร์เอเชียเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด
“ธุรกิจตัวแทนการเดินทางออนไลน์ โดยเฉพาะสิ่งอำนวยความสะดวก ค่อนข้างเป็นโมเดลธุรกิจที่หนักในแง่ของการจัดการซัพพลายเชนต้องใช้เวลาหลายปี จนตอนนี้เรามีสำนักงาน 190 สาขา และสาขาเหล่านี้ได้สร้างระบบจัดการซัพพลายเชนของเราขึ้นอย่างมั่นคง”
หม่า กล่าวหนักแน่นในงานประชุมในสิงคโปร์ซึ่งจัดโดยบริษัทสคิฟท์ ผู้ให้บริการข้อมูลอุตสาหกรรมการเดินทางของสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “เราจะต่อสู้ในเรื่องนี้ต่อไป”
ขณะที่ เอ็กซ์พีเดีย ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรกับแพลตฟอร์มการเดินทางที่แอร์เอเชียใช้อยู่ในปัจจุบัน ระบุว่า แอร์เอเชียอาจไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะนี้ในการประสบความสำเร็จ
“การบริหารสายการบินซึ่งทำให้คุณยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ แตกต่างกับการผงาดเป็นยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการจองเดินทางออนไลน์อย่างสิ้นเชิง” เกร็ก ชุลซ์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์พาณิชย์และการบริการของเอ็กซ์พีเดีย กล่าว
ชุลซ์ เตือนว่า สิ่งที่แย่กว่านั้นคือ แอร์เอเชียเสี่ยงที่จะเสียสมาธิจากการเน้นจำหน่ายเที่ยวบินของตัวเอง ซึ่งจะทำให้ปัญหาของสายการบินในขณะนี้ยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม
“ผมยินดีที่จะได้เห็นแอร์เอเชียเจรจาร่วมมือกับสายการบินรายอื่น”
อย่างไรก็ตาม ไอรีน โอมาร์ รองซีอีโอด้านเทคโนโลยีของแอร์เอเชีย มั่นใจว่า สายการบินสามารถจัดการความเสี่ยงนี้ได้ “แม้เป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน แต่ดิฉันคิดว่าคงไม่เหนือบ่ากว่าแรง”
โอมาร์เสริมว่า รูปแบบธุรกิจการบินกำลังเปลี่ยนไป หัวใจสำคัญสำหรับแอร์เอเชียไม่ใช่เครื่องบินอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นดาต้า สายการบินให้บริการผู้โดยสารเกือบ 100 ล้านคนเฉพาะปีนี้ปีเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมียอดผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ 6-8 ล้านคนในแต่ละเดือน
“โอกาสธุรกิจใหม่ ๆ อยู่รอบตัวเรา” โอมาร์เผย
โอกาสนี้รวมไปถึงการเพิ่มแพลตฟอร์มการเดินทางดิจิทัล พร้อมกับคำแนะนำด้านการเดินทาง โรงแรม หรือการชอปปิง โดยใช้เทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อปรับปรุงการบริการ
แอร์เอเชียเข้าสู่ธุรกิจเที่ยวบินและแพ็คเกจโรงแรมเมื่อปี 2558 ผ่านการร่วมทุนกับเอ็กซ์พีเดีย แต่เมื่อเดือนส.ค. 2561 สายการบินประกาศขายหุ้นของตน 25% ให้กับเอ็กซ์พีเดีย มูลค่า 60 ล้านดอลลาร์ ทำให้แอร์เอเชียสามารถสร้างแพลตฟอร์มอำนวยความสะดวกเป็นของตัวเองได้
ในปี 2560 แอร์เอเชียได้ซื้อหุ้น 50% ใน “วีดี” (Vidi) สตาร์ทอัพผู้ให้บริการทัวร์และแหล่งท่องเที่ยว ด้วยข้อตกลงมูลค่า 2.6 ล้านดอลลาร์
โอมาร์ กล่าวว่า แอร์เอเชียจะอัพโหลดดาต้าของตนสู่ระบบประมวลผลคลาวด์ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อเตรียมพร้อมเปิดบริการใหม่
การรุกสร้างแพลตฟอร์มการเดินทางของแอร์เอเชียมีขึ้นในช่วงที่ธุรกิจหลักของบริษัทกำลังเผชิญกับความท้าทาย รายได้สุทธิของสายการบินอยู่ที่ 96.1 ล้านริงกิต หรือร่วง 92% ในไตรมาสเดือนม.ค.-มี.ค. ที่ผ่านมา เทียบกับปีที่แล้ว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้นและค่าตั๋วโดยสารเฉลี่ยลดลง





