ดัชนีดาวโจนส์ ปิดตลาดวันอังคาร (9 เม.ย.)ปรับตัวลง 190 จุด ปรับตัวลงเป็นวันที่ 2 ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจ หลังจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวลง 190.44 จุด หรือ 0.72% ปิดที่ 26,150.58 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ร่วงลง 17.57 จุด หรือ 0.61% ปิดที่ 2,878.2 จุด และดัชนีแนสแด็กร่วงลง 44.61 จุด หรือ 0.56% จุด ปิดที่ 7,909.28 จุด
ธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐหลายแห่งจะเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสแรกในสัปดาห์นี้ โดยเจพีมอร์แกนเชส และเวลส์ฟาร์โก จะเปิดเผยผลประกอบการในวันศุกร์นี้ ขณะที่ซิตี้กรุ๊ป และแบล็คร็อคจะเปิดเผยในสัปดาห์หน้า
นักลงทุนคาดการณ์ว่าบริษัทในดัชนีเอสแอนด์พี 500 จะมีผลกำไรในไตรมาสแรกลดลง 4.3% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งจะเป็นการหดตัวครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2559 ทั้งยังคาดการณ์ว่าบริษัทในดัชนีเอสแอนด์พี 500 จะมีรายได้ในไตรมาสแรกต่ำกว่าระดับ 5%
ด้านไอเอ็มเอฟ ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ สู่ระดับ 3.3% จากเดิมที่ระดับ 3.5% โดยได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้า รวมทั้งการคุมเข้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แต่ไอเอ็มเอฟ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัว 3.6% ในปีหน้า ซึ่งเท่ากับการขยายตัวในปี 2561
“ดุลความเสี่ยงยังคงอยู่ในช่วงขาลง และการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นจะทำให้มีการดีดตัวขึ้นของต้นทุนของสินค้านำเข้าขั้นกลาง, สินค้าทุน และราคาสินค้าขั้นสุดท้ายสำหรับผู้บริโภค นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการค้า และความกังวลเกี่ยวกับการตอบโต้ทางการค้า จะทำให้การลงทุนลดลง, ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และการขยายตัวของประสิทธิภาพการผลิตชะลอตัวลง ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของภาคเอกชนลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน และฉุดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ” ไอเอ็มเอฟ ระบุ
นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟยังเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อังกฤษจะแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิท) โดยไม่มีการทำข้อตกลง, ความไม่แน่นอนทางการเมือง ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกจัดการเลือกตั้ง และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออก





