หลังสหรัฐเผยตัวเลขภาคการผลิตซบเซาส่งผลนักลงทุนวิตกว่าความต้องการน้ำมันในตลาดจะชะลอตัว
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ส่งมอบเดือนเม.ย. ซึ่งมีการซื้อขายที่ตลาดไนเม็กซ์ ร่วงลง 1.42 ดอลลาร์ หรือ 2.5% ปิดตลาดที่ราคา 55.80 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับตัวลง 1.32 ดอลลาร์ ปิดที่ 64.99 ดอลลาร์/บาร์เรล
ไอเอชเอส มาร์กิต บริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) สำหรับภาคการผลิตของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 53.0 ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2560 จากระดับ 54.9 ในเดือนม.ค.แต่ดัชนีพีเอ็มไอยังคงอยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคการผลิตยังคงมีการขยายตัว
รายงานของมาร์กิตสอดคล้องกับผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ไอเอสเอ็ม) ซึ่งระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐร่วงลงสู่ระดับ 54.2 ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2559 โดยต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 55.5 หลังจากแตะระดับ 56.6 ในเดือนม.ค.
การปรับตัวลงของดัชนีไอเอสเอ็มได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อใหม่, การผลิต, การจ้างงาน และราคา
นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากการที่จีนเปิดเผยภาคการผลิตหดตัวเป็นเดือนที่ 3 ในเดือนก.พ. ขณะที่คำสั่งซื้อสำหรับการส่งออกดิ่งลงมากที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินเมื่อ 1 ทศวรรษก่อนหน้านี้ รวมทั้งการที่สหรัฐมีการผลิตน้ำมันสูงเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 11.9 ล้านบาร์เรล/วัน และเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก แซงหน้ารัสเซีย และซาอุดีอาระเบีย





