ดัชนีดาวโจนส์ ปิดตลาดวันอังคาร (4ก.ย.)ตามเวลาท้องถิ่น ปรับตัวร่วงลง ซึ่งเป็นวันซื้อขายวันแรกของเดือนก.ย. ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้า
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ร่วงลง 63.75 จุดหรือ 0.25% ปิดที่ 25,901.07 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลบ 6.52 จุดหรือ 0.22% ปิดที่ 2,895.00 จุด และดัชนีแนสแด็กร่วงลง 19.93 จุดหรือ 0.25% ปิดที่ 8,089.61 จุด
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปิดทำการเมื่อวันจันทร์ (3ก.ย.) เนื่องในวันแรงงานสหรัฐ และข้อมูลจากสต็อก เทรดเดอร์ อัลมาแนค ระบุว่า เดือนก.ย.ถือเป็นเดือนที่ไม่ถูกโฉลกสำหรับนักลงทุนในตลาด โดยนับตั้งแต่ปี 2493 เดือนก.ย.เป็นเดือนที่ดัชนีดาวโจนส์ และดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวย่ำแย่ที่สุดของปี
ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงเฉลี่ย 0.70% ในเดือนก.ย. ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวลงเฉลี่ย 0.5% ส่วนดัชนีแนสแด็ก ซึ่งเริ่มเปิดตัวในปี 2514 ติดลบเฉลี่ย 0.5% ในเดือนก.ย.
ขณะที่สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์เตรียมเดินหน้าตามแผนเรียกเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีนรอบใหม่ในสัปดาห์นี้ ในวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ ทันทีที่มาตรการดังกล่าวได้ข้อสรุปจากการทำประชาพิจารณ์จากภาคส่วนต่างๆของสหรัฐในวันพฤหัสบดี (6ก.ย.)นี้
การทำสงครามการค้ารอบใหม่ระหว่างสหรัฐและจีนจะมีขึ้นในสัปดาห์นี้ หลังจากที่การเจรจาการค้าระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐและจีนในวันที่ 22-23 ส.ค.สิ้นสุดลง โดยไม่มีความคืบหน้าใดๆ หลังจากที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันคิดเป็นวงเงิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์
ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์แคนาดาร่วงลงเทียบดอลลาร์สหรัฐในวันนี้ หลังจากปธน.ทรัมป์ กล่าวว่า สหรัฐและเม็กซิโกสามารถเดินหน้าต่อไปโดยไม่ต้องมีแคนาดาในการทำข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) ฉบับใหม่ โดยดอลลาร์แคนาดาอ่อนค่าลง 0.4% สู่ระดับ 1.3150 เทียบดอลลาร์สหรัฐ





