สหรัฐและรัสเซียประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรด้วยการเพิ่มการเก็บภาษีซึ่งกันและกัน ขณะที่ความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศยังคงย่ำแย่
ผลสำรวจความคิดเห็น จัดทำโดยบริษัท แกลลัพ บ่งชี้ว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่มองว่าการพัฒนาความสัมพันธ์กับรัสเซียเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่าที่จะใช้มาตรการที่แข็งกร้าว แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะอยู่ในภาวะที่ตึงเครียด หลังจากที่รัสเซียถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2559
ผลสำรวจ ระบุว่า ชาวอเมริกัน 58% ต้องการสานสัมพันธ์กับรัสเซีย ขณะที่กลุ่มผู้ตอบรับแบบสอบถามที่มีความคิดเห็นในทางตรงกันข้าม36% เชื่อมั่นในนโยบายเศรษฐกิจและการทูตที่แข็งกร้าว
อีกทั้งชาวอเมริกัน 75 % เชื่อว่า รัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2559 ขณะที่ 16% เชื่อว่า รัสเซียไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งดังกล่าว
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ผลสำรวจมีความแตกต่างไปตามพรรคการเมือง มีชาวอเมริกัน ที่สนับสนุนพรรครีพับลิกันเพียง 9% เชื่อว่ารัสเซียเข้าแทรกแซงและเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง ขณะที่สมาชิกส่วนใหญ่ของพรรครีพับลิกัน 58% เชื่อว่า รัสเซียเข้าแทรกแซงการเลือกตั้งแต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่สนับสนุนพรรคเดโมแครต 78% เชื่อว่า รัสเซียเข้าแทรกแซงและช่วยให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ เอาชนะนางฮิลลารี คลินตัน
เมื่อช่วงต้นเดือนนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่า สหรัฐจะใช้มาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่อรัสเซียประมาณวันที่ 22 ส.ค. ด้วยเหตุผลที่ว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลังกรณีใช้สารพิษทำลายระบบประสาทลอบสังหาร นายเซอร์เก สกรีปอล อดีตสายลับรัสเซีย และนางยูเลีย ลูกสาวที่ลี้ภัยอยู่ในเมือซาลิสเบอรีของอังกฤษ เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา





