ผลประกอบการบริษัทชั้นนำสหรัฐสดใสเกินคาดหนุนดัชนีหลักสามตัวในตลาดหุ้นวอลสตรีท ปิดตลาดปรับตัวขึ้นแม้นักลงทุนยังคงจับตาความเคลื่อนไหวของสงครามการค้าและการประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐ
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดตลาดวันจันทร์ (6ส.ค.)ตามเวลาสหรัฐ ปรับตัวขึ้น 39.6 จุดหรือ 0.16% ปิดตลาดที่ 25,502.18 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 10.05 จุดหรือ 0.35% ปิดที่ 2,850.4 จุดและดัชนีแนสแด็ก บวก 47.66 จุดหรือ 0.61% ปิดที่ 7,859.68 จุด
ทั้งนี้ บริษัทในดัชนีเอสแอนด์พี 500 รายงานผลประกอบการในไตรมาส 2แล้วประมาณ 70% ซึ่งในจำนวนนี้ บริษัท 80% มีกำไรสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ซึ่งหากบริษัท 80% หรือมากกว่า มีกำไรสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ถือเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่ที่มีการรวบรวมข้อมูลในปี 2551
นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐ เตรียมประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่ออิหร่าน ซึ่งจะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าสหรัฐพร้อมที่จะกดดันเศรษฐกิจอิหร่านต่อไป โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้เวลาแก่ภาคธุรกิจของสหรัฐเป็นเวลา 90 วันในการเตรียมตัวรับมือการคว่ำบาตรอิหร่านครั้งใหม่ หลังจากที่ปธน.ทรัมป์ได้ยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านในเดือนพ.ค. ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมา ค่าเงินริอัล และเศรษฐกิจของอิหร่านทรุดตัวลง และส่งผลให้ชาวอิหร่านทั่วประเทศออกมาประท้วงรัฐบาล
ตลาดยังจับตาความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน โดยจีนจะเรียกเก็บภาษีจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐวงเงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดอัตราภาษี 25%, 20%, 10% และ 5% ต่อสินค้า 5,207 รายการของสหรัฐ และจีนประกาศว่าจะดำเนินการเรียกเก็บภาษีดังกล่าว หากสหรัฐเดินหน้าจัดเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าจีนวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์





