ถูกกดดันหลังสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐพุ่งกว่า 6 ล้านบาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เท็กซัส ปิดตลาดวันพุธ (2พ.ค.)ปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อย หลังจากที่ดีดตัวขึ้นในช่วงแรก โดยถูกกดดันจากการที่สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (อีไอเอ) ที่เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐพุ่งขึ้นกว่า 6 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ส่งมอบเดือนมิ.ย. ซึ่งมีการซื้อขายทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ตลาดไนเม็กซ์ เพิ่มขึ้น 68 เซนต์ หรือ 1% ปิดตลาดที่ราคา 67.93 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ เพิ่มขึ้น 22 เซนต์ ปิดตลาดที่ราคา 73.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ อีไอเอ เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐพุ่งขึ้น 6.2 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว โดยสูงเกือบ 2 เท่าจากที่สถาบันปิโตรเลียมอเมริกา (เอพีไอ) ระบุว่าสต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 3.4 ล้านบาร์เรล ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่สต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล ร่วงลง 3.9 ล้านบาร์เรล
ราคาน้ำมันยังถูกกดดันจากการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐ ซึ่งได้พุ่งขึ้น 25% นับตั้งแต่กลางปี 2559 สู่ระดับ 10.54 ล้านบาร์เรล/วัน ส่งผลให้สหรัฐเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากรัสเซีย ซึ่งผลิตน้ำมันเกือบ 11 ล้านบาร์เรล/วัน
อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันได้แรงหนุนจากรายงานข่าวที่ว่า ผู้นำอิสราเอลได้เปิดเผยเอกสารจำนวนมากที่พิสูจน์ว่าอิหร่านกำลังดำเนินการโครงการลับเพื่อสร้างอาวุธนิวเคลียร์
ก่อนหน้านี้ อิหร่านมักยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนเป็นโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติ แต่นายเนทันยาฮูได้เปิดเผยเอกสารจำนวนหลายพันหน้า ซึ่งเขาระบุว่าได้ถูกคัดลอกสำเนามาจากสถานที่แห่งหนึ่งในอิหร่าน และมีรายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างอาวุธนิวเคลียร์
ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์มีเวลาจนถึงวันที่ 12 พ.ค.ในการตัดสินใจว่าจะถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ชาติมหาอำนาจทำไว้กับอิหร่านหรือไม่ โดยข้อตกลงฉบับนี้เกิดจากลงนามในปี 2558 ระหว่างอิหร่าน และกลุ่มประเทศ P5+1 ได้แก่ จีน รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐ และเยอรมนี ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้ P5+1 ผ่อนปรนการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน ในขณะที่อิหร่านจะต้องระงับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์





