ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ยังเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.2% ในเดือนก.พ. หลังจากร่วงลง 1.3% ในเดือนม.ค. โดยยอดสั่งซื้อที่ปรับตัวขึ้นได้รับผลบวกจากการดีดตัวขึ้นของคำสั่งซื้อเครื่องบินและรถยนต์
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวขึ้น 230.94 จุดหรือ 0.96% ปิดที่ 24,264.30 จุดดัชนีเอสแอนด์พี500 เพิ่มขึ้น 30.24 จุดหรือ 1.16 % ปิดที่ 2,644.69 จุดและดัชนีแนสแด็กบวก 100.83จุดหรือ 1.45% ปิดที่ 7,042.11 จุด
อย่างไรก็ตาม ช่วงเปิดตลาดดัชนีดาวโจนส์ ปรับตัวร่วงลงกว่า 400 จุด ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าจะเกิดสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากกระทรวงการคลังจีน เปิดเผยรายการสินค้าของสหรัฐที่จะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในวงเงิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ประกอบด้วยสินค้า 106 รายการใน 14 หมวดสินค้า รวมถึงถั่วเหลือง รถยนต์ เครื่องบิน อาวุธยุทโธปกรณ์ และเคมีภัณฑ์ โดยรัฐบาลจีนจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐในอัตรา 25% ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับที่สหรัฐเรียกเก็บจากจีน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ได้เปิดเผยรายการสินค้าของจีนที่จะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า คิดเป็นวงเงินรวม 5 หมื่นล้านดอลลาร์ มีเป้าหมายที่จะบีบให้จีนผ่อนปรนกฎระเบียบด้านการค้าและการลงทุน
ด้านนักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานพุ่งขึ้น 1.7% ในเดือนก.พ. และเมื่อเทียบรายปี ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานพุ่งขึ้น 7.9% ในเดือนก.พ.
ส่วนยอดสั่งซื้อสินค้าทุนพื้นฐาน ที่ไม่รวมหมวดอาวุธและเครื่องบิน เพิ่มขึ้น 1.4% ในเดือนก.พ. หลังจากปรับตัวลง 0.3% ในเดือนม.ค. โดยยอดสั่งซื้อดังกล่าวได้รับการจับตาว่าเป็นมาตรวัดความเชื่อมั่น และแผนการใช้จ่ายในภาคธุรกิจ
ส่วนไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสหรัฐ ร่วงลงสู่ระดับ 54.0 ในเดือนมี.ค. จากระดับ 55.9 ในเดือนก.พ.แต่ดัชนียังคงอยู่สูงกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่า ภาคธุรกิจของสหรัฐยังคงมีการขยายตัว โดยได้แรงหนุนจากการจ้างงาน และคำสั่งซื้อใหม่





