ในปีหน้า อีไอเอ คาดว่าสหรัฐจะผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น 570,000 บาร์เรล/วัน สู่ระดับ 11.27 ล้านบาร์เรล/วัน
สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เท็กซัส ปิดตลาดวันพุธ (7มี.ค.)ตามเวลาท้องถิ่น ปรับตัวลง เพราะถูกกดดันจากการทรุดตัวของตลาดหุ้นทั่วโลก ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการทำสงครามการค้า หลังจากที่นายแกรี่ โคห์น หัวหน้าที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม นอกจากนี้ การผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐ และสต็อกน้ำมันที่พุ่งขึ้น ก็เป็นปัจจัยลบต่อตลาด
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ส่งมอบเดือนเม.ย. ซึ่งมีการซื้อขายทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ตลาดไนเม็กซ์ ลดลง 1.45 ดอลลาร์ หรือ 2.3% ปิดตลาดที่ 61.15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ร่วงลง 1.40 ดอลลาร์ หรือ 2.1% ปิดตลาดที่ 64.39 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
เมื่อวานนี้ สถาบันปิโตรเลียมอเมริกา (เอพีไอ) ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐเพิ่มขึ้น 5.661 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 426.880 ล้านบาร์เรล ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (อีไอเอ) ในวันนี้ เพื่อยืนยันตัวเลขจากเอพีไอ
อีไอเอ ยังได้ทบทวนปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ โดยคาดว่า สหรัฐจะผลิตน้ำมันมากกว่า 120,000 บาร์เรล/วัน สู่ระดับ 11.17 ล้านบาร์เรล/วันภายในไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งจะทำให้สหรัฐแซงหน้ารัสเซียกลายเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันมากที่สุดในโลก ขณะที่สหรัฐสามารถผลิตน้ำมันได้มากกว่าซาอุดิอาระเบียในปีที่แล้ว
ส่วนในปีหน้า อีไอเอ คาดว่าสหรัฐจะผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น 570,000 บาร์เรล/วัน สู่ระดับ 11.27 ล้านบาร์เรล/วัน





