ที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) เปิดเผยว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ทั่วโลกลดลง 16% สู่ระดับ 1.52 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2560 จากระดับ 1.81 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2559
อังค์ถัด เปิดเผยรายงาน “โกลบอล อิวเวสต์เมนท์ เทรนด์ มอนิเตอร์” พร้อมระบุว่า ผลลัพธ์ที่ออกมานี้เป็นที่น่าแปลกใจ เมื่อพิจารณาจากดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจในด้านอื่นๆ
นายมูคิสะ คิทูยิ เลขาธิการอังค์ถัด กล่าวว่า เอฟดีไอยังคงฟื้นตัวอย่างยากลำบาก โดยเอฟดีไอในประเทศกำลังพัฒนานั้น อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ขณะที่การลงทุนในภาคส่วนต่างๆซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น ยังคงไม่เป็นไปตามต้องการ
เม็ดเงินเอฟดีไอ ที่ไหลเข้าสู่ประเทศพัฒนาแล้วซึ่งลดลงถึง 27% นั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มูลค่าการลงทุนทั่วโลกลดลง โดยเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาในสหรัฐลดลง 32% และในอังกฤษร่วงลงถึง 90%
นายเจมส์ ซาน ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนของอังค์ถัด กล่าวว่า เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไหลเข้ามากที่สุด โดยเฉพาะในจีนซึ่งการลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
นายซาน แถลงต่อองค์การสหประชาติว่า (ยูเอ็น) ว่า กระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั่วโลกที่ลดลงนั้น สวนทางกับดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจระดับมหภาค อาทิ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และการเติบโตทางการค้า ซึ่งมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2560 แต่ก็เตือนว่า แนวโน้มของการเติบโตที่จะเกิดขึ้นพร้อมๆกันในปี 2561 นั้นมีความเป็นไปได้ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่มาก
ทั้งนี้ เอฟดีไอที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาอยู่ที่ 6.53 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2560 โดยเพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อนหน้า
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า การลงทุนในภูมิภาคเอเชีย ละตินอเมริกา และแคริบเบียน เพิ่มขึ้นในกรอบจำกัด ขณะเดียวกันก็ทรงตัวในภูมิภาคแอฟริกา โดยประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียกลับมาครองตำแหน่งภูมิภาคที่มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมากที่สุดในโลก ตามด้วยสหภาพยุโรปและอเมริกาเหนือ





