นางออง ซาน ซูจี ผู้นำเมียนมา อ้างว่า สถานการณ์รุนแรงครั้งใหม่ในรัฐยะไข่ คือ“ความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด” แต่อาจจะแก้ไขไม่ได้ในทันที เพราะเป็นปัญหาเรื้อรังตั้งแต่สมัยก่อนอาณานิคม
นางซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์เอเชียนนิวส์อินเตอร์เนชันแนลว่า รัฐบาลพลเรือนภายใต้การนำของเธอกำลังเผชิญกับ “ความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด” และกล่าวเตือนสื่อมวลชนว่า อย่านำเสนอเพียง “ข้อมูลบนยอดภูเขาน้ำแข็ง” เนื่องจากจะเป็นการส่งเสริมกิจกรรมของกลุ่มก่อการร้ายโดยปริยาย
อย่างไรก็ตาม นางซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2534 มองว่า ไม่สมเหตุสมผลที่ทุกฝ่ายต้องการให้เธอแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ภายในระยะเวลาเพียง 18 เดือน ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาในการบริหารประเทศนับตั้งแต่รัฐบาลพลเรือนของเธอรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเม.ย. ปีที่แล้ว เนื่องจากสถานการณ์ในรัฐยะไข่เป็นเช่นนี้มานานหลายทศวรรษ หรืออาจย้อนกลับไปถึงประวัติศาสตร์ในยุคก่อนอาณานิคม
ก่อนหน้านี้ ผู้นำหญิงเมียนมายืนยันว่า รัฐบาลพยายามอย่างสุดความสามารถในการปกป้อง “ประชาชนทุกคน” ในรัฐยะไข่ “ไม่ว่าจะเป็นพลเมืองของเมียนมาหรือไม่” แม้ทรัพยากรหลายด้านยังไม่พร้อมหรือไม่เพียงพอก็ตาม
ตลอดการให้สัมภาษณ์ นางซูจีไม่ได้กล่าวอ้างโดยตรงถึงชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาซึ่งได้รับผลกระทบจากกลุ่มชาวโรฮิงญาติดอาวุธก่อเหตุโจมตีค่ายทหารและตำรวจหลายแห่งในเวลาไล่เลี่ยกันเมื่อ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา
นางซูจีถูกกดดันมากขึ้่นจากหลายประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศมุสลิม ขณะที่บรรดาชาติตะวันตกวิจารณ์เธอว่าไม่ได้ปกป้องชาวโรฮิงญาซึ่งมีเสียงร้องทุกข์ว่ามีจำนวน 1.1 ล้านคนที่ถูกข่มเหงทารุณ และชาวเมียนมามองว่าชาวโรฮิงญาคือชาวบังกลาเทศ ขณะเดียวกันผู้วิจารณ์บางคนถึงกับขอให้ริบรางวัลจากนางซูจีที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของเธอด้วย
ในสัปดาห์นี้ นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เตือนถึงความเสี่ยงของการกวาดล้างชนกลุ่มน้อยในเมียนมาอาจบ่อนทำลายเสถียรภาพในภูมิภาค
ก่อนหน้านี้ เมียนมาเผยว่า ได้เจรจากับจีนและรัสเซียแล้วเพื่อรับประกันในการใช้สิทธิยั้บยั้งไม่ให้คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติลงมติตอบโต้ในวิกฤติดังกล่าว




