ปฏิบัติการที่กองทัพสหรัฐยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์ก 59 ลูกใส่ฐานทัพอากาศของซีเรียเมื่อเช้านี้ (7 เม.ย.) เป็นการตอบโต้กระแสเรียกร้องให้สหรัฐแสดงบทบาทต่อรัฐบาลซีเรียที่ต้องสงสัยว่าใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือนกว่า 80 คนเมื่อวันอังคาร (4 เม.ย.)
การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่กองทัพสหรัฐโจมตีรัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และมีขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐกล่าวว่า การโจมตีทางอากาศด้วยสารทำลายประสาทคล้ายก๊าซพิษ จนมีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 86 คนที่เมืองข่าน ชีคคุน จังหวัดอิดลิบ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรียเมื่อวันอังคาร (4 เม.ย.) ที่ผ่านมา ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับซีเรียและตัวนายอัสซาด
นายทรัมป์กล่าวว่า เขาได้สั่งกองทัพยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์กใส่ฐานทัพอากาศเชย์รัต ใกล้เมืองฮอมส์ ทางตะวันตกของซีเรีย เพื่อตอบโต้การโจมตีอันป่าเถื่อนของรัฐบาลซีเรีย
การโจมตีซีเรียครั้งล่าสุดถือเป็นปฏิบัติการในวงจำกัดและมีจุดประสงค์เพื่อส่งสัญญาณว่าการใช้อาวุธเคมีเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ขณะเดียวกันยังผลักให้นายทรัมป์ รวมถึงรัฐบาลของเขาและกองทัพสหรัฐ ถลำเข้าสู่ความขัดแย้งอันซับซ้อนในซีเรียซึ่งยังหาทางออกไม่ได้มากว่า 6 ปีแล้ว
นอกจากนั้น ปฏิบัติการถล่มซีเรียครั้งนี้ยังเกิดขึ้นวันเดียวกับที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอสซี ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงให้สอบสวนอย่างละเอียดต่อเหตุการใช้อาวุธเคมีโจมตีที่เมืองข่าน ชีคคุนได้
อย่างไรก็ตาม คำสั่งโจมตีซีเรียของนายทรัมป์ถือเป็นการกลืนน้ำลายตัวเอง หลังเมื่อปี 2556 เขาเคยทวีตแสดงจุดยืนต่อต้านปฏิบัติการโจมตีซีเรียสมัยที่นายบารัก โอบามา ยังเป็นประธานาธิบดีและเขาย้ำว่าปฏิบัติการนี้มีแต่จะทำให้ผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตและทำให้ความขัดแย้งในสงครามกลางเมืองซีเรียยืดเยื้อบานปลายยิ่งขึ้น
ด้านเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐยืนยันว่า รัสเซียซึ่งเคยมีกองกำลังประจำอยู่ในฐานทัพอากาศเชย์รัตที่ตกเป็นเป้าโจมตีครั้งล่าสุด ได้รับคำเตือนล่วงหน้าเกี่ยวกับการโจมตีแล้ว และกองทัพสหรัฐเลือกโจมตีเฉพาะพื้นที่ของฐานทัพอากาศที่ไม่มีกองกำลังของรัสเซียประจำการอยู่
อย่างไรก็ตาม โฆษกของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย วิจารณ์การโจมตีของสหรัฐว่า จะยิ่งสร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับรัสเซีย และนายปูตินมองว่าปฏิบัติการนี้เป็นการแสดงความก้าวร้าวต่อรัฐเอกราช และยังขัดกฎหมายระหว่างประเทศด้วย
เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปว่า สองผู้นำประเทศยักษ์ใหญ่อย่างนายทรัมป์และนายปูติน ที่ดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในช่วงแรก จะแตกหักกันในอนาคตเพราะประเด็นสงครามซีเรียหรือไม่




