เยอรมนี กลายเป็นผู้นำด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ของโลกในปีที่แล้ว หลังจากพยายามเพิ่มการคุมเข้มมานานหลายปี
รายงานข่าวกรองด้านความปลอดภัย (เอสไออาร์) ที่จัดทำโดยบริษัทไมโครซอฟท์ ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐระบุว่า เยอรมนี สามารถทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกในการปราบปรามมัลแวร์ และคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัส ในปี 2559 จากการเทียบระหว่างฝ่ายที่พยายามสร้างความปลอดภัยไซเบอร์ และฝ่ายที่พยายามเจาะระบบ แม้ว่าเยอรมนีจะยังมีความไม่แน่นอนในด้านอื่นๆ
นายพอล นิโคลาส ผู้อำนวยการอาวุโสของทรัสต์เวิร์ธตี คอมพิวติ้ง โครงการด้านความปลอดภัยของไมโครซอฟท์ ชี้ว่า ส่วนสำคัญที่คอยตอบสนองต่อภัยคุกคามและความเสียหายที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจคือ ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและเอกชน และกลยุทธความปลอดภัยไซเบอร์ในกฎหมายความปลอดภัยไอที (ไอที-เอสไอจี) ดูเหมือนจะให้ฝ่ายออกนโยบายดูแลด้วย
กลยุทธด้านความปลอดภัยในไอที-เอสไอจี ได้รับการอนุมัติในปี 2558 ซึ่งจะยกระดับความร่วมมือระหว่างสำนักงานความปลอดภัยข้อมูลข่าวสารกลาง (บีเอสไอ) และอุตสาหกรรม ในการป้องกันระบบโครงสร้างพื้นฐาน
นอกจากนี้ นายนิโคลาส เชื่อว่า ไอที-เอสไอจี และกลยุทธที่นำเสนอเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพราะความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน รวมถึงคนที่สร้างเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และคนที่ใช้งาน เป็นไปในทางที่ดีในการพัฒนานโยบายและการปฏิบัติความปลอดภัยทางไซเบอร์
อย่างไรก็ตาม เยอรมนี มีความท้าทายอีกอย่างหนึ่ง คือไม่ใช่ว่าทุกบริษัทที่จะยอมรับเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทางการ เพราะปัจจุบันมีเพียง 13 บริษัทที่กำลังส่งให้ทางการ ฝ่ายกำกับดูแลด้านไอที จึงต้องแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของการได้รับข้อมูลจากเอกชนด้วยการทำอย่างไม่เปิดเผย และแบ่งปันกับภาคเอกชนที่ต้องการทราบข้อมูล ก่อนจะใช้เพื่อปกป้องระบบและลูกค้า
นายนิโคลาส เชื่อว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความสามารถด้านความปลอดภัยไอทีและเพิ่มการปกป้องระบบโครงสร้างพื้นฐาน แต่ความร่วมมือก็ต้องมีพันธกิจและหุ้นส่วนจากทั้งสองฝั่ง





