ไร้เงาเจ้ากระทรวงต่างประเทศแถลง ถือเป็นเรื่องผิดธรรมเนียมอย่างแรง
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ เผยแพร่รายงานด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2559 ระบุเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการรวมกลุ่มทางการเมืองลดลงทั่วโลก เนื่องจากภาครัฐยกระกับมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวดมากขึ้น เท่ากับลดพื้นที่ในการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่เห็นต่างทางการเมือง และสกัดกั้นความพยายามตรวจสอบของหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน
รายละเอียดโดยสรุปของรายงานชิ้นนี้ ระบุว่า อิหร่าน ยังคงคุมขังพลเมืองด้วยวิธีการนอกกฎหมาย ส่วนจีน ยังคงกดดันและบีบบังคับสถาบันภาคประชาสังคม และรัสเซีย ทรมานนักโทษการเมืองชาวยูเครน ภายใต้ระบอบการปกครองแบบอำนาจนิยมของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน
ส่วนในภูมิภาคเอเชียนั้น รายงานสิทธิมนุษยชนของสหรัฐระบุว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของฟิลิปปินส์ สังหารประชาชนที่ต้องสงสัยพัวพันกับยาเสพติด มากกว่า 6,500 คนนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต รับตำแหน่งเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ปีที่แล้ว ถือเป็นการฆ่าที่อยู่นอกเหนือกฏหมาย
อย่างไรก็ตามปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ 41 ของการจัดทำรายงาน ไม่มีการเปรียบเทียบหรือจัดอันดับอย่างชัดเจน โดยคณะผู้จัดทำรายงาน ซึ่งเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระบุเพียงว่า รายงานฉบับนี้ตอบคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลกในตัวเองอยู่แล้ว
ในส่วนของสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในไทยนั้น รายงานของสหรัฐสรุปสาระสำคัญว่า ไทยอยู่ภายใต้การบริหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ( คสช. ) ตั้งแต่เดือนพ.ค. 2557 ชาวไทยลงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ปีที่แล้ว ตามแนวทางของแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปประเทศโดยคสช. แม้ในรอบปีที่ผ่านมา ยังคงมีรายงานการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ เกินกว่าเหตุต่อผู้ต้องสงสัยในคดีอาชญากรรมและการเมือง แต่ถือว่าน้อยลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และยังไม่พบการสูญหายของบุคคลที่อาจเป็นผลจากความขัดแย้งทางการเมืองในรอบ 14 เดือนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนที่สหรัฐจับตามอง ยังคงเกี่ยวข้องกับกรณีการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร แต่สถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนทางใต้ของไทยยังน่าเป็นห่วง และสภาพเรือนจำของไทยถือว่าแออัดเกินไป เนื่องจากปัจจุบัน มีจำนวนผู้ต้องขังทั่วประเทศมากกว่า 300,000 คน
นอกจากนี้ ในการเผยแพร่รายงานสิทธิมนุษยชนฉบับนี้ นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ไม่ได้เป็นผู้แถลงเกี่ยวกับรายงานฉบับดังกล่าวด้วยตัวเองถือเป็นการแหวกธรรมเนียมปฏิบัติอย่างมาก จนส่งผลให้ นายมาร์โก รูบิโอ หนึ่งในสมาชิกคณะกรรมาธิการด้านวิเทศสัมพันธ์ของวุฒิสภาสหรัฐ เรียกร้องให้รัฐบาลวอชิงตันทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะถือเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง





