ความต้องการทองคำในปี 2559 เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดรอบ 3 ปี อานิสงส์จากความต้องการลงทุน
สภาทองคำโลกในกรุงลอนดอนของอังกฤษ รายงานว่า ความต้องการทองคำโดยรวม ในปี 2559 ทั้งซื้อเพื่อเป็นเครื่องประดับและลงทุน เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปี 2558 มาอยู่ที่ 4,309 ตัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ความต้องการโดยรวมกลับลดลง 11% จากปี 2558 มาอยู่ที่ 994.1 ตัน
ความต้องการลงทุนเพิ่มขึ้นในไตรมาส 1, 2 และ 3 ของปี 2559 จากเงินทุนไหลเข้าในกองทุนรวมดัชนีที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (อีทีเอฟ) ซึ่งอนุญาตให้ลงทุนโดยไม่ต้องซื้อขายในตลาดฟิวเจอร์สได้ แต่กระแสนี้กลับสวนทางในไตรมาส 4
ขณะเดียวกันความต้องการเครื่องประดับลดลงตลอดปีเนื่องจากราคาทองคำเพิ่มขึ้น ภายในสิ้นเดือน ก.ย.2559 ราคาทองคำพุ่ง 25% เนื่องจากผู้ค้าหลั่งไหลเข้าซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลกรวมถึงการที่สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิท) และความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งสหรัฐตลาดทองคำสิ้นปี 2559 เพิ่มขึ้นเพียง 8% จากที่เคยขยับขึ้นมากกว่านี้หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แถลงรับตำแหน่งแบบปรองดอง และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐเมื่อเดือน ธ.ค.
รายงานของสภาทองคำโลกระบุว่า จุดเปลี่ยนอยู่ที่การเลือกตั้งสหรัฐ ที่ตลาดโลกต่างมีปฏิกิริยาต่อผลการเลือกตั้งชนิดหักปากกาเซียน ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในหมู่นักลงทุน รวมทั้งวาทะร้อนแรงเรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของนายทรัมป์ ทำให้เกิดการคาดการณ์กันมากว่าสหรัฐจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยและผลักดันเงินดอลลาร์แข็งค่า กระตุ้นให้นักลงทุนบางกลุ่มเข้าทำกำไร และกดดันราคาทองคำอ่อนตัวลง





