ดัชนีหุ้นสหรัฐพร้อมใจเดินสู่ขาลง เหตุนักลงทุนรอดูการประกาศรายได้ไตรมาส 4 ของภาคธุรกิจ และรายละเอียดในนโยบายเศรษฐกิจของผู้นำใหม่
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก สหรัฐ ปิดซื้อขายวานนี้ (12 ม.ค.) ปรับลดลง 63.28 จุด หรือ 0.32% มาอยุ่ที่ 19,891 จุด ส่วนดัชนีเอส แอนด์ พี 500 ร่วงลง 4.88 จุด หรือ 0.21% ที่ 2,270.44 จุด และดัชนีแนสแด็ก ปิดซื้อขายที่ 5,547.49 จุด ลดลง 16.16 จุด หรือ 0.29%
บรรยากาศการซื้อขายในตลาดเป็นไปอย่างซบเซา เนื่องจากนักลงทุนพากันชะลอการเข้าซื้อ เพื่อรอการประกาศรายได้ของภาคธุรกิจ ขณะนักลงทุนรายย่อย หันไปลงทุนในพันธบัตรมากกว่าที่จะเข้าลงทุนในหุ้น
นอกจากนี้ ตลาดยังผิดหวังที่การแถลงข่าวครั้งแรกของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ก่อนที่จะถึงวันสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค.นี้ ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจ แต่กลับไปพุ่งเป้าโจมตีหน่วยข่าวกรองสหรัฐ และบริษัทสื่อ ในเรื่องการเจาะระบบไซเบอร์ของรัสเซียแทน
หุ้นยุโรปเดินสู่ขาลง
ความผิดหวังในเนื้อหาการแถลงข่าวของนายทรัมป์ ประกอบกับการที่เฟียต ไครสเลอร์ กลายเป็นค่ายรถยนต์รายใหญ่ของโลกรายล่าสุดที่ถูกกล่าวหาเรื่องโกงผลทดสอบมลพิษ สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นยุโรปเช่นเดียวกัน
ดัชนี FTSE 100 ในตลาดลอนดอน ปิดซื้อขายแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ 7,292.37 จุด ขณะดัชนี DAX 30 ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี ลดลง 1.1% มาอยู่ที่ 11,521.04 จุด และดัชนี CAC 40 ของฝรั่งเศส ลดลง 0.5% ปิดซื้อขายที่ 4,863.97 จุด
ลดจัดหาหนุนราคาน้ำมันดิบ
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ทะยานขึ้นมามากกว่า 1% เมื่อวานนี้ (12 ม.ค.) จากรายงานข่าวที่ว่า ผู้ส่งออกรายใหญ่ๆ รวมถึง ซาอุดีอาระเบีย และรัสเซีย ต่างลดเพดานการผลิตลงมา ในความพยายามที่จะบรรเทาการจัดหาที่ล้นเกินความต้องการ ประกอบกับมีรายงานความต้องการน้ำมันในจีน ที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียท ส่งมอบเดือน ก.พ. ที่ตลาดไนเม็กซ์ สหรัฐ ปรับขึ้น 1.5% หรือ 76 เซนต์ มาอยู่ที่ 53.01 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ส่งมอบเดือนเดียวกัน ที่ตลาดลอนดอน อังกฤษ ขยับขึ้นมา 91 เซนต์ หรือ 1.7% ปิดซื้อขายที่ 56.01 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล




