ราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน ฉุดให้ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง
ราคาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส ในตลาดไนเม็กซ์ของสหรัฐ ดิ่งลง 3.8% หรือ 2.03 ดอลลาร์ ปิดซื้อขายที่ 51.96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ในตลาดลอนดอน ลดลง 2.22 ดอลลาร์ หรือ 3.9% ที่ 54.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
การลดลงของราคาน้ำมันเป็นผลมาจากความกังวลว่า ปริมาณการส่งออกน้ำมันที่มาเป็นประวัติการของอิรัก ประกอบกับผลผลิตน้ำมันในสหรัฐที่เพิ่มขึ้น จะบั่นทอนความพยายามของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) ที่จะควบคุมน้ำมันที่ไหลออกสู่ตลาดมากเกินไป ด้วยการมีมติลดปริมาณการผลิต เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 8 ปี
ราคาน้ำมันที่ดิ่งลงอย่างหนัก ฉุดให้ราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน และการเงิน ในตลาดหลักทรัพย์ สหรัฐ ร่วลง และส่งผลให้ ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ของสหรัฐ เปิดซื้อขายวันแรกในสัปดาห์นี้ ปรับลดลง 76.42 จุด หริือ 0.38% มาอยู่ที่ 19,887.38 จุด
แรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน และการเงิน ยังส่งผลให้ดัชนีเอส แอนด์ พี 500 ขยับลงมาเล็กน้อย 8.08 จุด หรือ 0.35% มาอยู่ที่ 2,268.9 จุด สวนทางขาขึ้นของดัชนีแนสแด็ก ที่ขยับขึ้นมา 10.76 จุด หรือ 0.19% มาอยู่ที่ 5,531.82 จุด
ขณะเงินปอนด์ที่อ่อนค่าลงอย่างมาก ช่วยหนุนให้ดัชนี FTSE 100 ของอังกฤษ ปิดตลาดในแดนบวก เป็นวันที่ 10 ติดต่อกัน โดยขบับขึ้นมา 0.4% ที่ 7,243.76 จุด
อย่างไรก็ดี ขาลงของตลาดสหรัฐ สร้างแรงกดดันต่อการซื้อขายในตลาดส่วนใหญ่ของยุโรป จนร่วงลงเช่นกัน โดยดัชนี DAX 30 ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี ลดลง 0.3% มาอยู่ที่ 11,563.99 จุด
ส่วนดัชนี CAC 40 ของฝรั่งเศส ลดลง 0.5% ปิดซื้อขายที่ 4,887.57 จุด




