เศรษฐกิจอังกฤษส่อแววปั่นป่วนหนัก หลังเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในประเทศ เห็นพ้องที่จะให้สหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกอียู
บรรดาผู้เชี่ยวชาญพากันออกมาแสดงความเห็นวานนี้ (24 มิ.ย.) ว่า ในระยะสั้นนั้น การที่ชาวอังกฤษส่วนใหญ่มีประชามติให้ประเทศออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) จะทำให้เกิดความปั่นป่วนทางการเงินขึ้นทั่วทั้งประเทศ ทั้งภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมือง ที่เกิดจากกระบวนการออกจากอียูที่ต้องใช้เวลาอย่างยาวนาน ก็มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะกลาง ถึงระยะยาว
ก่อนหน้าที่จะมีการลงประชามตินั้น รัฐบาลอนุรักษ์นิยมของนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ที่รณรงค์ให้ลงมติอยู่ในอียูต่อไปนั้น ได้เติือนว่า อังกฤษอาจต้องใช้เวลาการเจรจานานกว่า 10 ปี ในการที่จะออกจากอียู และทำข้อตกลงการค้าใหม่ๆ อันจะทำให้เกิดช่วงเวลาไร้เสถียรภาพ ที่อาจยืดเยื้อเป็น 10 ปี และจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ การค้า และการลงทุนภายในประเทศอย่างหนัก
ทางด้านองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) คาดการณ์ไว้เช่นเดียวกันว่า บรรดาผู้ส่งออกอังกฤษ มีความเสี่ยงที่ต้องเสียภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้นอีกปีละ 8,200 ล้านดอลลาร์ หลังจากที่ออกจากอียูแล้ว
แม้นักวิเคราะห์จะชี้ว่า ยังเป็นเรื่องที่ต้องรอดูต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาเปลี่ยนถ่ายของอังกฤษ แต่บรรดาผู้เล่นในอุตสาหกรรมธนาคาร และรถยนต์ของอังกฤษ ต่างแสดงท่าทีชัดเจนไปแล้วว่า จะมีการย้ายตำแหน่งงานไปต่างแดน เพราะผลการลงประชามติที่ออกมา
นายสกอตต์ คอร์ฟ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยธุรกิจ และเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มคลังสมองอิสระ ในอังกฤษ ระบุว่า มีบริษัทขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งที่ใช้อังกฤษเป็นประตูเข้าไปสู่ยุโรป และบริษัทจำนวนนี้ก็บอกแล้วว่า จะย้ายสำนักงานไปอยู่ที่ใหม่ ย้ายออกจากกรุงลอนดอน ไปยังศูนย์กลางการเงินแห่งอื่นๆ ในยุโรป เพราะผลการลงประชามติที่ออกมา
ผู้เชี่ยวชาญเตือนด้วยว่า การตัดสินใจออกจากอังกฤษของชาวแดนผู้ดี จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ด้านผู้อพยพด้วย เพราะจะทำให้ชาวยุโรปจากประเทศอื่นๆ เดินทางเข้ามายังอังกฤษน้อยลง สถานการณ์ที่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอีกประการหนึ่ง ที่จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษบกิจ
ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด เศรษฐกิจแดนผู้ดี อาจดิ่งลงไปสู่ภาวะถดถอยในปีหน้า และผลผลิตทางเศรษฐกิจโดยรวมอาจลดลงมากถึง 5.6% ภายในปี 2562 ส่วนอัตราว่างงานก็จะทะยานกลับขึ้นไปยืนอยู่เหนือระดับ 6% จากปัจจุบันที่ราว 5%




