ประชามติแค่ด่านแรก อังกฤษยังต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา และแจ้งต่ออียู ทั้งยังต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของอียูต่ออีก 2 ปี
ประเด็นหนึ่งที่หลายคนยังไม่ทราบ คือ แม้ผลโหวตจะออกมาว่าอังกฤษ “ออก”จากสหภาพยุโรป(อียู) แต่ไม่ได้แปลว่าอังกฤษจะออกจากอียูเลยในทันที โดยเว็บไซต์ฟูลแฟกต์ ดอท โออาร์จี ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ในประเด็นสาธารณะ วิเคราะห์ว่า อังกฤษยังต้องเจออีก 2 ด่าน เนื่องจากการลงประชามติครั้งนี้ ไม่มีผลทางกฎหมาย และยังต้องให้บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ไปลงมติกันในสภาอีก ซึ่งหากผลการลงประชามติออกมาใกล้เคียงกันมาก ก็ต้องไปสู้กันในสภาอีกรอบ
นอกจากนี้ เมื่อรัฐสภาของอังกฤษลงมติยืนยันว่า “ออก” ก็ยังไม่ได้ออกจากอียูในทันที อังกฤษยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่างๆ ของอียูไปอีกอย่างน้อย 2 ปี โดยไม่มีสิทธิในการออกความเห็นกรณีมีร่างกฎหมายใหม่ และระหว่างนี้ อังกฤษต้องเร่งเจรจาการค้ากับคู่ค้าทั้ง 27 ประเทศด้วย ซึ่งคาดว่าการเจรจาต้องใช้เวลาเกิน 2 ปีแน่นอน
ทั้งนี้ มาตรา 50 วรรค 5 ยังระบุว่า ประเทศหรือรัฐที่ออกจากอียูไปแล้ว สามารถกลับเข้ามาเป็นสมาชิกอียูอีกครั้งได้ แต่ต้องใช้หลักการเดียวกับประเทศที่ขอเข้าร่วมอียูเป็นครั้งแรก
ส่วนประเด็นของกฎหมายระหว่างประเทศ อังกฤษมีสิทธิ์ไม่ปฏิบัติตามกระบวนการตามมาตรา 50 ได้ รัฐสภาอังกฤษอาจยกเลิกพระราชบัญญัติประชาคมยุโรปปี 2515 แต่การเคลื่อนไหวนี้ อาจละเมิดข้อบังคับต่างๆ ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศที่อังกฤษลงนามไว้ และอาจเป็นอุปสรรคสำหรับอังกฤษที่จะทำข้อตกลงทางการค้ากับคู่ค้าต่างๆ ในอียูหลังถอนตัวจากอียูแล้ว
อย่างไรก็ตาม การทำข้อตกลงการค้าเสรีของประเทศในอียูส่วนใหญ่จำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนหรือเสียงโหวตอย่างเป็นเอกฉันท์จากประเทศสมาชิกอียู และต้องลงนามให้สัตยาบันจากทุกประเทศสมาชิก ด้วยเหตุนี้ เมื่ออังกฤษไม่ได้เป็นสมาชิกในอียูแล้ว การเจรจาการค้าในประเด็นต่างๆ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป ทำให้ต้องเสียทั้งเวลาและเสียทั้งทรัพยากรด้านต่างๆ มากขึ้น





