รัฐบาลมาเลเซียปรับลดแนวโน้มการเติบโตของจีดีพีในปีนี้สูงสุดไม่เกิน 4.5% พร้อมลดงบประมาณด้านการพัฒนาและสวัสดิการอีกหลายส่วน
นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ผู้นำมาเลเซีย แถลงเรื่องการปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( จีดีพี ) ในปีนี้ ลงมาอยู่ที่ระหว่างร้อยละ 4-4.5 จากเดิมตั้งเป้าไว้ที่ระหว่างร้อยละ 4-5 โดยเป็นการประเมินตามสถานการณ์ปัจจุบันของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งอยู่ที่ระหว่าง 30-35 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ( ราว 1,080-1,260 บาท )
ขณะที่บริษัทปิโตรนาส รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานรายใหญ่ของมาเลเซีย ซึ่งผลประกอบการตลอดเวลาที่ผ่านมามีสัดส่วนคิดเป็น 1 ใน 3 ของรายได้ภาครัฐ รายงานว่าการลดลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทุก 1 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 36 บาท ) จะทำให้บริษัทสูญเสียรายได้ราว 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 2,520 บาท )
ด้านกระทรวงการคลังของมาเลเซียรายงานเพิ่มเติมว่า แผนการปรับลดงบประมาณของรัฐบาลรวมถึงการปรับลดงบประมาณในส่วนของโครงการพัฒนา 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 43,200 ล้านบาท ) และค่าใช้จ่ายด้านนโยบายปฏิบัติการอีก 952 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 34,272 ล้านบาท ) นอกจากนี้จะยังมีการปรับลดงบประมาณของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสูงสุดร้อยละ 3 ตั้งแต่เดือนมี.ค.นี้ จนถึงเดือนธ.ค. 2560 คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนได้ 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 68,400 ล้านบาท )
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินริงกิตมาเลเซียที่อ่อนค่าลงเกือบร้อยละ 20 ตั้งแต่ปีที่แล้ว คืออีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากสาเหตุเกี่ยวข้องกับกรณีอื้อฉาวเรื่องกองทุนพัฒนาเศรษฐกิจ "วัน มาเลเซีย เดเวลอปเมนต์ เบอร์ฮัด" ( วันเอ็มดีบี ) ที่นายนาจิบเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นประธาน และเงินปริศนาหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐที่มีผู้โอนเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สำนักงานอัยการสูงสุดเผยว่า เงินทั้งหมดเป็นเงินพระราชทานจากราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย เพื่อให้นายนาจิบใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2556 ถือเป็นเงินที่ได้มาโดยสุจริต แม้ยังคงสร้างความสงสัยให้แก่สังคมก็ตาม





