รายงานจากสหประชาชาติ ระบุ ภัยพิบัติเกิดขึ้นเกือบทุกวันในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเอเชียเป็นภูมิภาคที่เกิดมากสุด
รายงานเรื่อง "ความเสียหายของมนุษย์จากภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ" (The Human Cost of Weather Related Disasters) จากสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ ระบุว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ระหว่างปี 2548 ถึงเดือน ส.ค. ปีนี้ ภัยพิบัติที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ เช่นน้ำท่วมและคลื่นความร้อน เกิดขึ้นเกือบทุกวันโดยเฉลี่ยแต่ละปีอยู่ที่ 335 ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากช่วงเวลาระหว่างปี 2538-2547 และคิดเป็นเกือบสองเท่าของเมื่อราว 20 ปีก่อน หรือช่วงเวลาระหว่างปี 2528-2537
นับตั้งแต่ 2538 เป็นต้นมา ภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศคร่าชีวิตผู้คนไปราว 606,000 ราย ขณะที่อีกราว 4,100 ล้านรายได้รับผลกระทบในด้านต่างๆ โดยปีที่เกิดเหตุรุนแรงสุดคือปี 2545 ทั้งสถานการณ์ความแห้งแล้งในอินเดียที่มีผู้ได้รับผลกระทบราว 200 ล้านคน ประชาชนราว 100 คนในจีนได้รับความเดือดร้อนจากพายุทราย แต่ที่ยากจะลืมที่สุดคือพายุไซโคลนนาร์กิสที่เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในเมียนมาสูงถึง 138,000 ราย เมื่อปี 2551
แม้ปัจจัยทางด้านธรณีฟิสิกส์จะเป็นเหตุให้เกิดภัยพิบัติที่เป็นที่รับรู้กันในวงกว้างอย่างแผ่นดินไหว ภูเขาไฟปะทุ หรือคลื่นยักษ์สึนามิ แต่กลับมีสัดส่วนเพียง 1 ใน 10 ของภัยพิบัติที่บันทึกในฐานข้อมูลโดยอ้างอิงจากความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้น รายงานฉบับนี้ให้นิยามของภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ โดยพิจารณาจากเหตุการณ์ทางสภาพอากาศที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 10 รายขึ้นไป มีผู้ได้รับผลกระทบ 100 รายขึ้นไป มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือมีการร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ
ประเทศที่มีอัตราการเกิดภัยพิบัติโดยเฉลี่ยมากที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ได้แก่ สหรัฐ 472 ครั้ง จีน 441 ครั้ง อินเดีย 288 ครั้ง ฟิลิปปินส์ 274 ครั้ง และอินโดนีเซีย 163 ครั้ง ด้านสำนักงานลดความเสี่ยงภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นไอเอสดีอาร์) ประเมินความเสียหายจากภัยพิบัติทุกประเภทที่เกิดขึ้นทั่วโลกต่อปีอยู่ที่ราว 250,000 - 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.9 - 10.7 ล้านล้านบาท)
ทั้งนี้ แม้ทีมนักวิจัยจะไม่สามารถคำนวณถึงสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของภัยพิบัติเหล่านี้โดยเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่ก็คาดคะเนได้ว่าภัยพิบัติทางสภาพอากาศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะมีระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานฉบับนี้มีออกมาเพียง 1 สัปดาห์ก่อนการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือซีโอพี21 (COP21) ที่จะมีขึ้นที่กรุงปารีสของฝรั่งเศสระหว่างวันที่ 30 พ.ย. - 11 ธ.ค. ซึ่งบรรดาผู้แทนประเทศต่างๆ จะร่วมหารือถึงการควบคุมไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสจากยุคก่อนอุตสาหกรรม รวมถึงแผนการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยยูเอ็นเผยว่า ปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นทำลายสถิติเดิมในทุกปีตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา





