รัฐบาลสหรัฐ อนุมัติสัญญาซื้อขายอาวุธมูลค่ากว่า 46,000 ล้านบาท ให้ซาอุดีอาระเบียเพื่อเสริมทัพในปฏิบัติการโจมตีกบฏฮูตีในเยเมน
สำนักงานความร่วมมือด้านความมั่นคงกลาโหมสหรัฐ (ดีเอสซีเอ) อนุมัติสัญญาขายเครื่องสรรพาวุธให้ซาอุดีอาระเบีย มูลค่า 1,290 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 46,321 ล้านบาท) เพื่อเสริมกำลังคลังอาวุธของกองทัพริยาร์ดที่ร่อยหรอลงจากปฏิบัติการโจมตีอันหนักหน่วงในเยเมน ที่เริ่มตั้งแต่เดือน มี.ค. ที่ผ่านมา โดยรัฐสภาสหรัฐมีเวลา 30 วัน ในการพิจารณาและยับยั้ง แต่คาดว่าแผนดังกล่าวจะได้รับการอนุมัติ
แถลงการณ์ของดีเอสซีเอ ระบุว่า สัญญาซื้อขายอาวุธนี้ จะช่วยเสริมศักยภาพแก่กองทัพซาอุดีอาระเบีย ในการต่อสู้กับภัยคุกคามทั้งในปัจจุบันและอนาคต และยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงในภูมิภาค โดยเมื่อเดือนที่แล้ว ดีเอสซีเอ อนุมัติสัญญาซื้อขายมูลค่า 11 ,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 394,988 ล้านบาท) สำหรับผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ของสหรัฐ ล็อคฮีด มาร์ติน ในการขายเรือรบ 4 ลำ ให้แก่รัฐบาลริยาร์ด
สัญญาการสั่งซื้อครั้งนี้ประกอบด้วย ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ (laser-guided bombs) เพฟเวย์2 รุ่น จีบียู-10 และ จีบียู-12 จำนวน 5,200 ลูก ระเบิดเพฟเวย์3 รุ่น จีบียู-24 ซึ่งทันสมัยและมีพิสัยไกลกว่า จำนวน 1,100 ลูก ระเบิดอเนกประสงค์ (general purpose bombs) น้ำหนักระหว่าง 500-2,000 ปอนด์ จำนวน 12,000 ลูก และระเบิดทำลายบังเกอร์ใต้ดิน (bunker busters) รุ่น บีแอลยู-109 น้ำหนัก 2,000 ปอนด์ จำนวน 1,500 ลูก นอกจากนี้ยังมีชุดอุปกรณ์ในการปรับแต่งระเบิดธรรมดาให้กลายเป็นระเบิดนำวิถีด้วยดาวเทียมอีกหลายพันชุด
ซาอุดีอาระเบียเป็นลูกค้าสำคัญในอุตสาหกรรมค้าอาวุธของสหรัฐ และไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะมีการทำข้อตกลงซื้อขายกันในสภาวการณ์เช่นนี้ แต่สิ่งที่กลายเป็นข้อถกเถียงคือการที่ปฏิบัติการของกองกำลังร่วมที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย เพื่อต่อต้านกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ได้สร้างความสูญเสียแก่พลเรือนในวงกว้าง รายงานของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เผยว่า การโจมตีตั้งแต่เมื่อช่วงต้นปี คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วราว 5,000 ศพ และมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นพลเรือน
กลุ่มสิทธิมนุษยชนโจมตีว่าเป็นปฏิบัติการที่ "สะเพร่า" เมื่อเดือนที่แล้วโรงพยาบาลขององค์กรแพทย์ระหว่างประเทศได้ตกเป็นเป้า มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากทั้งเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้ป่วย โดยกลุ่มฮิวแมนไรต์วอทช์ เรียกร้องให้มีการสอบสวนการปฏิบัติการหลายสิบครั้งที่เข้าข่ายละเมิดกฎหมายสงคราม ขณะที่รัฐบาลริยาร์ดยืนยันว่าการโจมตีเป็นไปอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียของพลเรือน พร้อมย้ำจะเดินหน้าผลักดันแผนสันติภาพเพื่อแก้ปัญหา





