ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ ปิดซื้อขายเมื่อวานนี้ (10 มิ.ย.) ในแดนบวก แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และธนาคาร
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ทะยานขึ้น 236.36 จุด หรือ 1.33% มาอยู่ที่ 18,000.40 จุด ขณะที่ดัชนีเอส แอนด์ พี 500 ขยับขึ้น 25.05 จุด หรือ 1.20% ที่ 2,105.20 จุด และดัชนีแนสแด็ก ปรับขึ้นมา 62.82 จุด หรือ 1.25% ปิดซื้อขายที่ 5,076.69 จุด
ตลาดได้แรงหนุนจากข่าวในช่วงบ่าย ว่า นายกรัฐมนตรีแองเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี และประธานาธิบดีฟรังซัวส์ โอลลองด์ แห่งฝรั่งเศส จะพบหารือกับนายกรัฐมนตรีอเล็กซิส ซิปราส ของกรีซ นอกรอบการประชุมผู้นำอียู-ละตินอเมริกา ทำให้มีความหวังมากขึ้นสำหรับการทำข้อตกลงขยายความช่วยเหลือต่อกรีซ
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ชี้ว่า แรงหนุนหลักของการทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่งของตลาด มาจากการเข้าช้อนซื้อของนักลงทุน หลังจากที่ตลาดตกอยู่ในแดนลบ หรือแทบจะไม่มีการเคลื่อนไหวในตลอด 4 วันซื้อขายที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นของบริษัทเทคโนโลยี และธนาคารรายใหญ่ ที่มีการปรับตัวขึ้นมาอย่างมาก
ทางด้านตลาดหลักๆ ของยุโรป ได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อในตลาดจนฟื้นตัวขึ้นมาเช่นกัน แม้จะยังมีความกังวลถึงความเป็นไปได้ที่กรีซจะผิดนัดชำระหนี้ และออกจากกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร
ดัชนีเอฟทีเอสอี 100 ของอังกฤษ ปรับขึ้นมา 1.13% มาอยู่ที่ 6,830.27 จุด ส่วนดัชนีแค็ก 40 ของฝรั่งเศส เพิ่มขึ้น 1.75% ที่ 4,934.91 จุด และดัชนีแด็กซ์ 30 พุ่งขึ้น 2.40% ที่ 11,265.39 จุด
ปริมาณสำรองร่วงหนุนราคาน้ำมัน
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ปรับตัวสูงขึ้นเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน หลังข้อมูลของสหรัฐ แสดงให้เห็นปริมาณน้ำมันดิบ และน้ำมันเบนซินสำรองลดลง
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียท ส่งมอบเดือนกรกฎาคม ที่ตลาดไนเม็กซ์ สหรัฐ ทะยานขึ้นมา 1.29 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 61.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ส่งมอบเดือนเดียวกัน ที่ตลาดลอนดอน อังกฤษ ขยับขึ้น 82 เซนต์ มาอยู่ที่ 65.70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ตลาดได้แรงหนุนจากข้อมูลของกระทรวงพลังงานสหรัฐ ที่แสดงให้เห็นว่า ในช่วง 1 สัปดาห์ นับถึงวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำมันดิบสำรองของสหรัฐ ลดลง 6.8 ล้านบาร์เรล ส่วนน้ำมันเบนซินสำรอง ลดลง 2.9 ล้านบาร์เรล





