ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ ปิดซื้อขายเมื่อวานนี้ (13 พ.ค.) แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง จากการขาดแรงจูงใจใหม่ๆ และผิดหวังข้อมูลค้าปลีก
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับลดลง 7.74 จุด หรือ 0.04% มาอยู่ที่ 18,060.49 จุด ขณะที่ดัชนีเอส แอนด์ พี 500 ลดลง 0.64 จุด หรือ 0.03% ที่ 2,098.48 จุด และดัชนีแนสแด็ก ขยับขึ้น 5.50 จุด หรือ 0.11% ปิดซื้อขายที่ 4,981.69 จุด
หุ้นกลุ่มค้าปลีกเป็นแกนนำขาลงในการซื้อขายเมื่อวานนี้ หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เผยว่า ยอดขายภาคค้าปลีก และบริการอาหาร ของสหรัฐ เมื่อเดือนเมษายน อยู่ที่ 436,800 ล้านดอลลาร์ แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากเมื่อเดือนมีนาคม ประกอบกับ เมซีย์ หนึ่งในผู้ค้าปลีกเก่าแก่ของสหรัฐ รายงานรายได้ไตรมาสแรกน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งบริษัทระบุว่า มีสาเหตุมาจากการประท้วงในท่าเรือฝั่งตะวันตกของสหรัฐ และอากาศในฤดูหนาวที่รุนแรง
ขณะที่ตลาดหุ้นหลักๆ ของยุโรป ส่วนใหญ่ก็แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน แม้จะมีรายงานว่า เศรษฐกิจไตรมาสแรกของกลุ่มยูโรโซน จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งก็ตาม
ดัชนีเอฟทีเอสอี 100 ของอังกฤษ ปรับเพิ่มขึ้น 0.23% มาอยู่ที่ 6,949.63 จุด ขณะที่ดัชนีแค็ก40 ของฝรั่งเศส ลดลง 0.26% ที่ 4,961.86 จุด และดัชนีแด็กซ์ 30 ของเยอรมนี ร่วงลง 1.05% ที่ 11,351.46 จุด
แม้ตลาดจะขานรับกับข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาในเชิงบวกทั่วทั้งกลุ่มยูโร แต่ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจกรีซตกลงไปอยู่ในภาวะถดถอยรอบใหม่ หลังเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีนี้ หดตัว 0.2% ซึ่งเป็นการหดตัวไตรมาสที่ 2 ติดต่อกันนั้น กลายมาเป็นปัจจัยลบ ที่สกัดขาขึ้นของตลาด
น้ำมันปรับลดลง
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ปรับลดลงเล็กน้อย เนื่องจากปริมาณการกลั่นน้ำมันที่ชะลอตัวลง ทำให้เกิดความกังวลถึงความต้องการบริโภคน้ำมัน
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียท ส่งมอบเดือนมิถุนายน ที่ตลาดไนเม็กซ์ สหรัฐ ลดลง 25 เซนต์ มาอยู่ที่ 60.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ส่งมอบเดือนเดียวกัน ที่ตลาดลอนดอน อังกฤษ ลดลง 5 เซนต์ ปิดซื้อขายที่ 66.81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นักลงทุนพุ่งความสนใจไปยังข้อมูลของการกลั่นน้ำมันที่ชะลอตัวลงเหนือความคาดหมาย โดยมีปริมาณการกลั่นเพียงแค่ 91.2% ของความสามารถในการผลิต เทียบกับสัปดาห์ก่อนที่ 93.0% แม้ว่าจะเข้าสู่ช่วงท่องเที่ยวฤดูร้อนในสหรัฐ แล้วก็ตาม





