วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตากรีซกดหุ้นสหรัฐร่วง

ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ ปรับลดลง จากการที่นักลงทุนพากันจับตาสถานการณ์เจรจาอันยากลำบาก ระหว่างกรีซ กับกลุ่มเจ้าหนี้อย่างใกล้ชิด

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดซื้อขายเมื่อวานนี้ (11 พ.ค) ร่วงลง 85.94 จุด หรือ 0.47% มาอยู่ที่ 18,105.17 จุด ส่วนดัชนีเอส แอนด์ พี 500 ร่วงลง 10.77 จุด หรือ 0.51% มาอยู่ที่ 2,105.33 จุด และดัชนีแนสแด็ก ลดลง 9.98 จุด หรือ 0.20% ปิดซื้อขายที่ 4,993.57 จุด

ปัญหาหนี้กรีซ กำลังกลับมาเป็นที่สนใจของนักลงทุนในตลาดอีกครั้งหนึ่ง เพราะแม้รัฐบาลใหม่ของกรีซ จะสามารถหาเงินสดมาชำระหนี้จำนวน 840 ล้านดอลลาร์ ให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ได้ทันกำหนดเส้นตายในวันนี้ (12 พ.ค.) แต่กรีซ และชาติสมาชิกยูโรโซนรายอื่นๆ ยังคงมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมาก ในเรื่องแผนปฏิรูปของรัฐบาลกรีซ ที่จะต้องทำให้สำเร็จ เพื่อรับประกันถึงการได้รับเงินช่วยเหลือก้อนต่อไป

การไร้ความคืบหน้าในการเจรจาของกรีซ ยังเป็นปัจจัยหลัก ที่ทำให้ตลาดหลักทรัพย์หลักๆ ของยุโรป ปรับตัวลดลงเช่นกัน

ดัชนีเอฟทีเอสอี 100 ของอังกฤษ ลดลงเล็กน้อย 0.24% มาอยู่ที่ 7,029.85 จุด ส่วนดัชนีแค็ก 40 ของฝรั่งเศส ดิ่งลง 1.23% ที่ 5,027.87 จุด และดัชนีแด็กซ์ 30 ของเยอรมนี ลดลง 0.31% มาอยู่ที่ 11,673.35 จุด

เทรดเดอร์ชี้ว่า การที่เจ้าหน้าที่ยูโรโซนหลายราย ส่งสัญญาณว่า ไม่มีความหวังที่จะบรรลุข้อตกลงในการเจรจากับกรีซได้ ในการประชุมรัฐมนตรีคลังยุโรปรอบต่อไป ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของนักลงทุนในตลาดอย่างมาก

น้ำมันเดินสู่ขาลง
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ปรับตัวลดลง จากการที่ความกังวลเกี่ยวกับการจัดหาที่มากเกินไป กลับมาเกาะติดตลาดอีกครั้ง

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียท ส่งมอบเดือนมิถุนายน ที่ตลาดไนเม็กซ์ สหรัฐ ลดลง 14 เซนต์ มาอยู่ที่ 59.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือ ส่งมอบเดือนเดียวกัน ที่ตลดลอนดอน อังกฤษ ลดลง 48 เซนต์ ที่ 64.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

เทรดเดอร์ชี้ว่า เมื่อพิจารณาจากพื้นฐานของตลาดแล้ว ยังคงมองเห็นการผลิตที่แซงหน้าความต้องการ อันส่งผลให้เกิดปริมาณน้ำมันสำรองที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันราคาน้ำมันอยู่ในขณะนี้