ตลาดหุ้นสหรัฐ เมื่อวานนี้ (30 เม.ย.) ปรับตัวลงอย่างหนัก ผิดหวังข้อมูลเศรษฐกิจ ที่แสดงให้เห็นว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคเติบโตเพียงเล็กน้อย
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ร่วงลงมา 195.01 จุด หรือ 1.08% มาอยู่ที่ 17,840.52 จุด ส่วนดัชนีเอส แอนด์ พี 500 ลดลง 21.34 จุด หรือ 1.01% ที่ 2,084.51 จุด และดัชนีแนสแด็ก ลดลง 82.22 จุด หรือ 1.64 % ปิดซื้อขายที่ 4,941.42 จุด
ข้อมูลของทางการสหรัฐ แสดงให้เห็นว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคในเดือนมีนาคมขยับขึ้นเพียง 0.4% เท่านั้น ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่า ยิ่งซ้ำเติมความวิตกของนักลงทุนในเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจ หลังเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพิ่งมีรายงานถึงการขยายตัวเพียง 0.2% ของเศรษฐกิจในไตรมาสแรก
ทางด้านตลาดหุ้นหลักๆ ของยุโรป กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง หลังยูโรแข็งค่าสุดในรอบ 9 สัปดาห์เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ที่ 1.1249 ดอลลาร์ต่อยูโร โดยได้แรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐ ซึ่งทำให้โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยกลางปีนี้ลดลง
ดัชนีแด็กซ์ 30 ของเยอรมนี ปรับขึ้น 0.19% มาอยู่ที่ 11,454.38 จุด ส่วนดัชนีแค็ก40 ของฝรั่งเศส เพิ่มขึ้น 0.14% ที่ 5,046.49 จุด และดัชนีเอฟทีเอสอี 100 ในอังกฤษ เพิ่มขึ้น 0.21% ปิดซื้อขายที่ 6,960.63 จุด
ดอลล์อ่อนหนุนราคาน้ำมันขึ้นต่อเนื่อง
เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับยูโร ช่วยหนุนให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้นเป็นวันที่ 2
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียท ส่งมอบเดือนมิถุนายน ที่ตลาดไนเม็กซ์ สหรัฐ ปรับขึ้น 1.05 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 59.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ส่งมอบเดือนเดียวกัน ที่ตลาดลอนดอน อังกฤษ ปรับขึ้น 94 เซนต์ ปิดซื้อขายที่ 66.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ตลาดยังตอบสนองต่อรายงานปริมาณน้ำมันสำรองของกระทรวงพลังงานสหรัฐ ที่ออกมาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ที่แสดงให้เห็นว่า ปริมาณน้ำมันสำรองในคูชิง โอกลาโฮมา หนึ่งในแหล่งผลิตน้ำมันหลักของสหรัฐ ลดลง 500,000 บาร์เรล มาอยู่ที่ 61.7 ล้านบาร์เรล ซึ่งแม้จะเป็นการลดลงเพียงเล็กน้อย แต่ก็เป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ซึ่งเทรดเดอร์ มองว่า เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า บรรดาผู้ผลิตสหรัฐตามพื้นที่ต่างๆ กำลังลดกำลังผลิตลงมา





